
พรรคร่วมสมานฉันท์
แม้ว่าการ "ปรับคณะรัฐมนตรี" จะทำให้ "รัฐบาล" ได้หายใจหายคอโล่งขึ้นกว่าเดิม หลังจากถูกกระแสโจมตีจากสังคมและฝ่ายค้านจากพฤติการณ์ "ส่อทุจริต" ในหลายโครงการของรัฐบาล
ระหว่างรอ "ฝ่ายค้าน" กำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล กลับมีข่าว "พรรคร่วมรัฐบาล" ออกมาเคลื่อนไหวทำให้เหนื่อยใจตามมาเป็นระยะ
ล่าสุด "ผู้เฒ่าเก๋าเกม" อย่าง "ป๋าเติ้ง" บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เตรียมเดินสายนัดหารือ "พรรคร่วมรัฐบาล" และ "พรรคฝ่ายค้าน" เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐบาล
เฉพาะบางมาตราที่เป็นปัญหากับพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กที่อาจทำให้ต้อง "สูญพันธุ์" จากข้อจำกัดเรื่องเขตเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญต้องการให้การซื้อเสียงเป็นไปได้ยากและต้องการให้เหลือพรรคการเมืองเพียง 2 ขั้วใหญ่
จึงเป็นที่มาของการดิ้นจาก "พรรคเล็ก" ที่ต้องการเติบโตทางการเมืองแม้มีกำลังไม่มากแต่ยังสามารถมีส่วนต่อรองในการขับเคลื่อนทางการเมืองต่อไปได้
ไม่แปลกที่เป้าหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงพุ่งตรงไปที่ระบบการเลือกตั้งส.ส. ส่วนมาตราอื่นถือเป็นผลพลอยได้
ดังนั้น คิวนัดพบพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านของ "บรรหาร" ที่ออกมาก็ไม่ได้สร้างความแปลกใจเท่าไหร่ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีความเคลื่อนไหวพบปะกับแกนนำพรรคร่วมอยู่ตลอด
โดยการหารือในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในโผ เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคใหญ่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 จึงไม่เห็นภาพความกระตือรือร้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ที่สำคัญ "ผู้ใหญ่" ในพรรคประชาธิปัตย์ประกาศชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะตอบคำถามสังคมไม่ได้ว่าประชาชนได้อะไรจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นจึงมีเสียงออกมาจาก "พรรคประชาธิปัตย์" ไม่ให้สมาชิกพรรคฟรีโหวตเรื่องการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ต้องเป็น "มติพรรค" เท่านั้น โดยการสัมมนาพรรคที่ จ.กระบี่ วันที่ 23-24 มกราคมนี้ จะมีการหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย
ในส่วนของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของพรรคร่วมรัฐบาลเท่าไหร่นัก และมองว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาในการทำงานร่วมกัน และเห็นว่าการสัมมนาของพรรคในวันหยุดนี้น่าจะได้ข้อยุติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น การพบปะของพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้จึงพอคาดเดาได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้น่าจะเป็นการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยื่นผ่านกระบวนการรวบรวมรายชื่อเพื่อให้ได้เสียง 1 ใน 5 ของสภา คือ 95 เสียง
เพราะจากการประเมินเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลโดยไม่พึ่งพาเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ก็น่าจะได้ 114 เสียง โดยมาจากพรรคชาติไทยพัฒนา 25 เสียง, เพื่อแผ่นดิน 32 เสียง, ภูมิใจไทย 32 เสียง, รวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง, พรรคกิจสังคม 5 เสียง, ประชาราช 8 เสียง และพรรคมาตุภูมิ 3 เสียง
งานนี้ต้องเรียกว่า "พรรคร่วมสมานฉันท์" ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกัน การเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปในวันที่ 21 มกราคมนี้ "ชัย ชิดชอบ" ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดให้มีการประชุมในวันดังกล่าวทันที โดยจะมีการพิจารณาร่างกฎหมายทั่วไป และการรายงานผลการศึกษาผลการบังคับใช้เพื่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
ความฟิตในการเรียกประชุมสภาของ "ปู่ชัย" ในช่วงเช้าวันแรกของการเปิดประชุมสภา สร้างความแปลกใจให้แก่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" พอสมควร เพราะส่วนใหญ่จะมีการประชุมในวันถัดไป
เพราะเดิมที "นายกฯ อภิสิทธิ์" ตั้งใจว่าเสร็จจากการสัมมนาพรรคจะนัดหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลหารือ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนการประชุมสภา เมื่อ "ปู่ชัย" เรียกประชุมทันที จึงต้องเลื่อนการหารือของหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลไปเป็นสัปดาห์หน้า
ที่ผ่านมา "อภิสิทธิ์" มักกล่าวอยู่เสมอว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องของ "ฝ่ายบริหาร" เป็นหน้าที่ของ "ฝ่ายนิติบัญญัติ" เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล
แต่ขณะนี้มี "ผู้สั่งการฝ่ายบริหาร" บางพรรคเข้าไปบัญชาและร่วมมือกับ "ฝ่ายนิติบัญญัติ" ซึ่งดูแล้วอาจทำให้เกิดความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล ที่สำคัญจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
งานนี้ "นายกฯ อภิสิทธิ์" คงปากแข็งว่าไม่เกี่ยวกับฝ่ายบริหารคงไม่ได้แล้ว!
สมถวิล เทพสวัสดิ์



