
โฆษณาคร่าศีลธรรม
โฆษณาคือเครื่องมือที่สำคัญของธุรกิจ ถ้าเปรียบเทียบธุรกิจเป็นเช่นการทำสงคราม กลยุทธ์ทางด้านการโฆษณาก็น่าจะเทียบได้กับปืนใหญ่ที่ระดมยิงเข้าใส่ข้าศึก เพื่อให้ข้าศึกบาดเจ็บล้มตายและขวัญเสียระส่ำระสายไปทั่ว และเมื่อเหล่าทหารราบเดินทัพเข้าประชิดก็จะพิชิตชัยชนะ
ในทางการค้าเมื่อโฆษณาทำงานครบถ้วนตามหน้าที่ พอถึงเวลาที่ฝ่ายขายซึ่งเปรียบได้กับเหล่าทหารราบ ยกพลเข้าประชิดข้าศึกหรือกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเป้าหมาย ก็จะสามารถพิชิตยอดขายมาให้โรงงานผู้ผลิตได้ไม่ยากเช่นกัน ความสำคัญของการโฆษณาในทางการค้าจึงมีส่วนทำให้สินค้านั้นๆ ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวได้ทีเดียว
แต่โฆษณาของสินค้าหลายต่อหลายชิ้น ก็มุ่งหวังที่จะพิชิตใจผู้บริโภคให้เห็นดีเห็นงามกับสินค้าเพียงอย่างเดียว โดยอาจจะหลงลืมหรือไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อสังคมในด้านอื่นๆ ไป ทั้งที่มีหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่คอยควบคุมชิ้นงานโฆษณา แต่ก็ยังปรากฏว่ามีโฆษณาในลักษณะดังกล่าวปรากฏออกมาอยู่เรื่อยๆ
ดังเช่นโฆษณาขนมและของกินของเด็ก ที่ใช้เด็กชายและหญิงอายุราวสิบปีทั้งสองคน ออกมาพูดจาทำท่าทำทางให้คิดไปในทางชู้สาว แม้ว่าจะพยายามเบี่ยงเบนให้เป็นการพูดออกแนวตลก แต่ก็เป็นตลกสองแง่สองง่ามที่ใครก็เข้าใจได้ โดยคนที่ทำโฆษณาอาจจะนึกไม่ถึงว่า งานโฆษณาชิ้นดังกล่าวนั้นมีส่วนทำให้เด็กเห็นเรื่องชู้สาวเป็นเรื่องปกติ
และหากคนรับผิดชอบงานโฆษณาชิ้นนั้น มีโอกาสได้รับรู้จำนวนคดีความเกี่ยวกับทางเพศ ของศาลเยาวชนและครอบครัว อาจจะทำให้การคิดงานโฆษณาในลักษณะนั้นหมดไปได้บ้าง เพราะปัจจุบันนี้มีเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 15 ปีจำนวนมาก กระทำการล่วงล้ำศีลธรรมอันดีงามโดยไม่รู้สึกตัวว่าได้กระทำผิดแต่อย่างใด เพราะเด็กเหล่านั้นพบเห็นเรื่องคาบเกี่ยวกับศีลธรรมทางเพศจนชินตา จึงคิดว่าเป็นเรื่องปกติสามัญที่เขาก็สามารถกระทำได้
หรืออย่างงานโฆษณาของสถาบันการเงินชิ้นหนึ่ง ที่เริ่มต้นเนื้อเรื่องโดยแสดงให้เห็นถึงครูสอนระดับอนุบาลที่ขาดจรรยาของครูที่ดี เพียงแค่เด็กนักเรียนขาดเงินค่าเทอม ครูก็ไม่ยอมมอบประกาศนียบัตรให้ แถมในงานโฆษณาชิ้นดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นถึงความทะเยอทะยานไม่อยู่ในวิสัยของความพอเพียงของคนเป็นพ่อ
แน่นอนว่าความรักของคนเป็นพ่อเป็นแม่ทั้งหลาย ที่อยากให้ลูกได้รับในสิ่งที่ดีที่สุด แต่การที่ให้ลูกเรียนในโรงเรียนอนุบาลแบบนานาชาติ ทั้งที่ฐานะทางการเงินไม่เอื้ออำนวย นอกจากจะดูถูกระบบการศึกษามาตรฐานแล้ว ยังเป็นผลร้ายต่อครอบครัวและตัวลูกอีกด้วย ที่ร้ายกว่านั้นคือในงานโฆษณาชิ้นนั้น ยังยกย่องคนที่กู้เงินให้เป็นพระเอก เป็นวีรบุรุษ
ศีลธรรมของสังคมไทยทุกวันนี้ตกอยู่ในภาวะที่ล่อแหลมเป็นอย่างยิ่ง คนในสังคมถูกฝังหัวกันว่า คนรวยมีเงินมากคือความถูกต้อง การเรียนในโรงเรียนชื่อดังหรือโรงเรียนนานาชาติสองภาษาคือความดีงาม หรือแม้กระทั่งยังมีคนในสังคมจำนวนไม่น้อยที่คงความคิดว่า คนที่ถูกจับได้ว่าโกงกินคือคนดวงซวย คนที่ตั้งหน้าทำความดีแต่ยากจนคือคนโง่
ดังนั้น จึงควรเป็นหน้าที่ของทุกคน ที่แม้จะไม่สามารถช่วยแก้ไขสังคมให้ดีขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่ควรซ้ำเติมศีลธรรมของสังคมให้แย่ไปกว่าทุกวันนี้เลยครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



