
สกย.เดินเครื่องอบรมช่างกรีดยางรับส่งขายจีน
สกย.นครพนมเร่งอบรมชาวสวนยางพัฒนาฝีมือช่างกรีดยาง เร่งผลิตยางคุณภาพ โดยมีชาวบ้านสนใจจำนวนมาก เชื่อสะพานไทยลาวแห่งที่ 3 เสร็จสะดวกส่งขายจีน และมีเม็ดเงินจากการกรีดยางสะพัดกว่า 200 ล้านบาทต่อปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อาคารอเนกประสงค์บ้านโนนสวาท ม.12 ต.หนองซน อ.นาทม จ.หนองซน มีชาวบ้านกว่า 50 คน กำลังสนใจฝึกการกรีดยางจากต้นยางที่ สกย.นครพนมนำมาให้ ตามโครงการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือช่างกรีดยางนครพนม เพื่อเพิ่มทักษะและฝึกอาชีพให้แก่ชาวบ้านและชาวเกษตรชาวสวนยางให้มีความรู้และทักษะในการดูแล และขั้นตอนการผลิตน้ำยางออกขายสู่ตลาด
นายกฤษฎา คำเมือง พนักงานสงเคราะห์สวนยางระดับ 6 สังกัด สกย.นครพนม บอกว่า หลังจากที่ลงพื้นที่สำรวจพื้นที่การปลูกยางแล้วพบว่าชาวบ้านซึ่งพากันปลูกสวนยางกันเป็นจำนวนมาก ตัวเลขจากการสำรวจตามโครงการที่สกย.ดูแลนั้นมีอยู่ 2 โครงการหลักๆ คือ โครงการยางพาราล้านต้น และโครงการดูแลสวนยาง และโครงการอื่นๆ อีก มีพื้นที่การเพาะปลูกกว่า 106,575 ไร่ และในการฝึกครั้งนี้เป็นความต้องการของชาวบ้านเพื่อรองรับการเปิดหน้ายางพาราในปีต่อไป
ขณะที่ราคายางพาราเพิ่มขึ้น พื้นที่การเพาะปลูกก็เพิ่มขึ้น ความจำเป็นในการให้ความรู้แก่เกษตรกรก็จำเป็นเหมือนกัน เริ่มต้นตั้งแต่การดูแลรักษา กระทั่งขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการเอาน้ำยางออกมาจากต้น โดยรูปแบบการอบรมนั้นจัดขึ้นแบบเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร 7 วัน เริ่มตั้งแต่การสำรวจกรีด การเปิดหน้ายาง กระทั่งการแกะยางไปขาย และการผลิตแผ่นยาง ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับต้นยางพารา ซึ่งผู้เข้าอบรมมีจำนวนทั้งหมด 50 ราย
นายกาหลง ชัยทองศรี อายุ 39 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 55 หมู่ 12 บ้าน โนนสะอาด ต.หนองซน อ.นาทม จ.นครพนม หนึ่งในผู้เข้ารับการอบรม บอกว่า ตัวเองมีอาชีพทำนา ซึ่งมีที่นา อยู่ 7 ไร่ เพื่อเลี้ยงครอบครัว แต่ได้เริ่มปลูกยางพารามาเมื่อ 5 ปีก่อนจำนวน 19 ไร่ ซึ่งในปีหน้าคาดว่าจะเปิดหน้ายางพาราและกรีดยางขายเหมือนกับเพื่อนๆ เพราะที่ผ่านมาเห็นแต่เพื่อนบ้านที่มีสวนยางพารา แล้วกรีดยางขายทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
“ผมไม่เคยกรีดยางสักครั้ง แต่มีสวนยางอยู่ 19 ไร่ ในปีหน้าช่วงปลายปีจะเปิดหน้ายางจึงตัดสินใจเข้ารับการอบรม ซึ่งก็ได้ความรู้ ดี และรู้วิธีการกรีดที่ถูกวิธี ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ 3 ที่เข้ารับการอบรม และหากครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เริ่มทำสวนยางพาราเพิ่มขึ้นอีก และอยากฝากให้ทางรัฐบาลออกมาอุดหนุนและสนับสนุนอย่างจริงจังต่อไป” นายกาหลงบอก
ด้านนายวัฒนา คงแก้ว รักษาการ ผอ.สกย.นครพนม กล่าวว่า ทุกวันนี้สถานการปลูกยางพาราในพื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะราคายางสูงขึ้น ซึ่งในช่วงต้นๆของการเปิดหน้ายางราคายางแผ่นอยู่ที่ กก.ละ60 บาท แต่ปัจจุบันราคาอยู่ที่ กก. ละ 93-94 บาท เฉพาะการขายยางก้นถ้วย(ขี้ยาง) ตัวเลขของมกราคม 2553เดือนเดียว ขายได้แล้วอยู่ที่ 18,838 กก. คิดเป็นเงิน 740,244.62 บาท จึงทำให้ชาวนครพนมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังมีโครงการปลูกยางพาราล้านไร่ ระยะที่ 2 จ่อคิวมาอีกรอบ ซึ่งทาง สกย.นครพนมได้สำรวจพื้นที่และส่งเพื่อเตรียมนำเสนอทาง ครม.แล้ว
“จุดแข็งของนครพนมพนมคือเป็นพื้นที่เหมาะที่สุดของภาคอีสานในการทำเกษตรปลูกยางพารา เพราะมีปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในภาคอีสาน คือ 2000 มม/ปี และอีกอย่างเมื่อชาวบ้านตื่นตัวกันมากขึ้นก็เริ่มปรับพื้นที่ปลูกยางกันมากขึ้นเป็นเท่าตัว ถึงแม้สถิติพื้นที่ปลูกวันนี้จะน้อยกว่าจังหวัดใกล้เคียงแต่ความมีคุณภาพและการไหลของน้ำยางมากกว่าก็จะได้ในปริมาณที่ดีกว่า และโลเกชันของนครพนมมีจุดได้เปรียบตรงนี้มีสะพานไทยลาวแห่งที่ 3 เชื่อมต่อไปยังประเทศจีนมหาอำนาจทางการค้า ซึ่งห่างจากมณฑลกวางสี 8,000 กม. ก็จะได้เปรียบพื้นที่อื่นๆมากขึ้นหากผูกขาดการค้าได้ นกจากนั้นทางจังหวัดยังได้ส่งเสริมการตั้งโรงงานยางแท่ง ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.ศรีสงคราม เพื่อรับซื้อยางพาราจากพื้นที่ส่งขายต่ออีกทาง และเชื่อว่าหากสะพานสร้างเสร็จภาคการเกษตรยางพาราของจังหวัดน่าจะทำเม็ดเงินได้ไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาทต่อปี “ นายวัฒนา บอก



