
สองมือเล็กๆ กู้วิกฤติโลก!!!
ขณะที่ผู้คนทั่วโลก กำลังตื่นตัวอย่างหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อน และเหล่าผู้นำโลกตั้งหน้าตั้งตาถกกันเครียดเพื่อหาทางรับมือกับวิกฤติการณ์ใหญ่จากโกลบอล วอร์มมิ่ง ล่าสุดไม่เชื่อก็ต้องเชื่อกับชะตากรรมของประเทศเฮติ ที่ถูกพสุธาพิโรธสั่นสะเทือนจนวินาศไปเกือบค่อนประเท
ก่อนจะสายไปมากกว่านี้ เชื่อหรือไม่ว่า ด้วยกลเม็ดง่ายๆ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ประชากรโลกธรรมดาอย่างพวกเรา ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะเรือนกระจก หรือกรีนเฮ้าส์ เอฟเฟกท์ ได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่อง!!
นิตยสารไทม์เคยนำเสนอแนวทางการชะลอวิกฤติการณ์โลกร้อนฉบับประชาชนไว้อย่างน่าสนใจหลายประการ เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายไปทั่วโลก โดยแต่ละไอเดียเป็นเรื่องจับต้องได้ใกล้ๆ ตัว และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงไม่ยากจนเกินไป
ไอเดีย "แคนดู (can do)" แรกในการพิทักษ์โลกให้รอดพ้นจากภาวะโลกร้อน "เปลี่ยนอาหารให้เป็นเชื้อเพลิง" ในระยะหลายปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกทุ่มเทเวลาอย่างจริงจังให้แก่การคิดค้น หาวิธีผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชพันธุ์ธรรมชาติ ไล่ตั้งแต่ ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, น้ำมันหุงต้ม ไปจนถึงเศษขยะ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ทดแทนพลังงานจากน้ำมัน ซึ่งนับวันมีแต่จะร่อยหรอลงเรื่อยๆ!!
"เปลี่ยนหลอดไฟใหม่เป็นแบบประหยัด" คือวิธีเซฟค่าไฟในบ้านที่ฮิตฮอตที่สุดของที่สุด แม้รูปร่างหน้าตาของ "หลอดไฟตะเกียบ" ออกจะแปลกตาสักหน่อย แต่ประสิทธิภาพไฮโซมาก!! เพราะช่วยประหยัดไฟได้ถึง 3-5 เท่า แถมยังมีอายุการใช้งานนานวันยิ่งกว่า ปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากมายหลายขนาด ทั้งหลอดไฟขนาด 26 วัตต์, 40 วัตต์ ไปจนถึง 100 วัตต์
"จัดระเบียบการซักผ้า" ผลการศึกษาล่าสุดของสถาบันอุตสาหกรรมการผลิต มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ค้นพบว่าขั้นตอนการซักผ้าและอบผ้าให้แห้งกินพลังงานถึงร้อยละ 60 ของการผลิตเสื้อผ้าทั้งหมด คงไม่ถึงกับขอร้องให้หยุดการซักผ้ารีดผ้าหรอกนะ แต่ถ้าอยากช่วยพิทักษ์โลกสีเขียวก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการจัดระเบียบการซักผ้ารีดผ้าใหม่ เช่น เปลี่ยนจากการซักผ้าด้วยน้ำอุ่นเป็นน้ำเย็น หรืออย่างบ้านเรา แดดเปรี้ยงแรงดีอยู่แล้ว แค่นำเสื้อผ้าตากแดดตากลมให้แห้งตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องอบผ้าให้กินไฟและทำลายสิ่งแวดล้อม
"จัดบ้านใหม่ให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ" เชื่อหรือไม่ว่าร้อยละ 16 ของพลังงานที่ใช้ภายในบ้านเรือน เป็นตัวการก่อให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซกรีนเฮ้าส์ในอเมริกา ฉะนั้น ลองหาเวลาว่างจัดบ้านใหม่ให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ และทิศทางลม แทนที่จะพึ่งเทคโนโลยีไฮเทคตลอดเวลา เพราะการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายโลว์เทคๆ ช่วยเซฟพลังงานในบ้านได้ถึงร้อยละ 40 ทีเดียว
"ใส่เสื้อผ้ามือสองพิทักษ์โลก" เสื้อผ้ามือสองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเสื้อผ้าใหม่ เพราะการซื้อเสื้อผ้ามือสองช่วยหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง จากการผลิตและขนส่ง อันเป็นสาเหตุให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ยิ่งยุคนี้วินเทจ ลุคเป็นที่นิยมอยู่ด้วย ช่วยกันคนละนิด ทั้งอินเทรนด์ แถมยังลดวิกฤติโลกร้อน!!
อีกหนึ่งวิธีเซฟ เดอะ เวิลด์ที่เวิร์กมากๆ เห็นจะเป็น "การจัดสรรให้พนักงานทำงานใกล้บ้านที่สุด" ฟาสต์ฟู้ดใหญ่ๆ ทั่วอเมริกานำวิธีนี้มาใช้อย่างได้ผล เพราะแทนที่หนุ่มสาวคนทำงานจะสูญเสียพลังงานจากการขับรถไกลๆ มาทำงานในแต่ละวัน ด้วยการหาสาขาที่ทำงานใกล้บ้านให้แมทช์กับพนักงาน หรือถ้าดูยุ่งยากเกินไปก็อาจตั้งเป้าหมายไปเลยว่า ต่อไปนี้ฉันจะหางานทำเฉพาะทำเลที่อยู่ใกล้บ้านเท่านั้น!
ถ้าคุณเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตัวจริงล่ะก็ "ทิ้งบ้านหลังใหญ่แถบชานเมือง ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงด่วนจี๋" เพราะเมืองใหญ่ๆ อย่าง แมนฮัตตัน, โตเกียว, ลอนดอน แม้แต่กรุงเทพฯ ถือเป็นโซนของพลเมืองโลกหัวใจสีเขียวขนานแท้ ชาวเมืองน้อยคนนักจะขับรถไปทำงาน ส่วนใหญ่นิยมเดิน ขี่จักรยาน หรือไม่ก็ใช้บริการขนส่งมวลชน ซึ่งรวดเร็วและเปี่ยมประสิทธิภาพมากกว่า
"จ่ายบิลค่าใช้จ่ายทางอินเทอร์เน็ต" การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ หันมาจ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต จะช่วยกู้วิกฤติโลกร้อนได้อย่างมโหฬาร!! อย่างน้อยๆ ก็ช่วยลดการใช้กระดาษ ซึ่งนำไปสู่การตัดไม้ ทำลายป่า แถมยังช่วยลดความสิ้นเปลืองพลังงานจากการขนส่งกระดาษทั้งทางเครื่องบิน และรถบรรทุก รู้ไหมว่าวิธีนี้นอกจากจะประหยัดเวลาและเงินในกระเป๋าเห็นๆ แล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะลงถึงปีละ 1,450 ล้านตัน และจำกัดการแพร่กระจายของก๊าซกรีนเฮ้าส์ ปีละ 1.9 ล้านตันด้วยนะ
"เปิดหน้าต่างรับลมแทนการเปิดแอร์" วิธีนี้ง่ายและคนไทยคุ้นเคยกันดี ผลการศึกษาของอเมริกาชี้ว่า 22.7 ตัน ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศมาจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ลองลดการใช้พลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยการเปิดหน้าต่างภายในบ้านเพื่อรับลม แทนที่จะเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน เพราะลมธรรมชาติจากภายนอกจะทำให้อากาศภายในบ้านเย็นสบายขึ้นในช่วงฤดูร้อน และอุ่นขึ้นในช่วงฤดูหนาว
"ปิดคอมพิวเตอร์ทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้" เรื่องนี้ควรรณรงค์อย่างจริงจังในทุกออฟฟิศ เพราะการเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ ไม่เพียงแต่จะเปลืองไฟ แต่ยังก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการประหยัดพลังงานยังแนะนำว่า การปิดคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ โดยใช้ปุ่มสแตนด์บาย พาวเวอร์ กินไฟในบ้านแบบไม่รู้ตัวถึงร้อยละ 75 ...ปุ่ม "off " เท่านั้นที่เราต้องการ!!
และเบสิกตลอดกาลคือ "ปิดไฟทุกครั้งที่เสร็จงาน" ไม่เฉพาะแต่ช่วงพักกลางวัน หรือหลังเลิกงานที่ควรรณรงค์เรื่องการปิดไฟในออฟฟิศ แต่บางออฟฟิศในเมืองใหญ่ๆ ยังขอความร่วมมือจากพนักงานให้ปิดไฟทุกครั้งที่ทำงานเสร็จ แม้บรรยากาศในออฟฟิศอาจดูมืดๆ ทึมๆ ไปบ้าง แต่ก็ช่วยเซฟพลังงานได้อีกหลายเท่าตัว
ใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง "2012 วันสิ้นโลก" มาแล้ว และได้เคยดู "Aninconvenient Truth" น่าที่จะเข้าใจในเรื่องภาวะโลกร้อนของเรามากขึ้น นับจากนี้ต่อไปมันไม่ได้เป็นสิ่งที่ไกลตัวอีกแล้ว มันเข้ามาใกล้ตัวเราทุกขณะ !!!
คงไม่ต้องย้ำกันบ่อยๆ ว่า "ชะตากรรมของมนุษย์โลก" อยู่ในมือใคร
**ข้อมูล PALUNGJIT.COM



