ข่าว

ยกฟ้อง2มือยิงสาวเหยื่อศัลยกรรมหน้าเด้ง

ยกฟ้อง2มือยิงสาวเหยื่อศัลยกรรมหน้าเด้ง

20 ม.ค. 2553

ศาลพิพากษายกฟ้อง 2 มือยิง“ระวีวรรณ"เหยื่อศัลยกรรมหน้าเด้ง ศาลยกประโยชน์ความสงสัยให้ ชี้ แม้ลูกชายเห็นเหตุการณ์ แต่แสงสว่างไม่พอ ไม่น่าเชื่อจำคนร้ายได้แม่นยำ ส่วนผลตรวจอาวุธปืนมีพิรุธ ขณะที่ศาลยังให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์

(19ม.ค.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.4514/2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 และนายเจษฎา วิวัฒนานุกูล บุตรชาย นางระวีวรรณ เสตะรัต หรืออภัสนันท์ ธิติโชติชัยปรีชา ผู้เสียหายจากการทำศัลยกรรม สถา บันเสริมความงามไบโอคลีนิค ย่านดอนเมือง ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจตุรงค์ หรือตึ๋ง เบญกุล อายุ 24 ปี และนายประกอบ สีนาค อา ยุ 31 ปี เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

 โดยโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ย.50 เวลาประมาณ 20.30 น.จำเลยทั้งสองกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันใช้อาวุธปืนขนาด .25 (6.35 มม.) ไม่มีทะเบียนยิง นางระวีวรรณ เสียชีวิตหน้าบ้านพักเลขที่ 295 หมู่บ้านฉัตรแก้ว ซ.11 ถ.แฮปปี้แลนด์ แขวงคลองจั่น เขตบาง กะปิ กทม. แล้วขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าว และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม จำกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมอาวุธปืน และรถจักรยานของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน แต่ให้การปฏิเสธชั้นพิจารณา

 ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มี นายเจษฎา โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นประจักษ์พยาน เบิกความว่า ขณะเกิดที่อยู่กลางบ้าน ได้ยินเสียงมาร ดาร้อง จึงหันไปดูเห็นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงมารดา 4-5 นัด จนถึงแก่ความตาย แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับผลการชันสูตรของกองพิสูจน์หลักฐานแล้วพบกระสุนปืนบริเวณจุดเกิดเหตุ แสดงว่าโจทก์ร่วมเห็นขณะที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้วกำลังหลบหนี จึงมีโอกาสจดจำใบหน้าคนร้ายได้น้อยประกอบกับเวลาเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนแม้จะมีแสงสว่างจากไฟนีออนแต่ก็ไม่น่าจะมองเห็นและจดจำใบหน้าคนร้ายได้ เพราะโจทก์ร่วมต้องมองผ่านกระจกบานเกล็ด จึงไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมจะจดจำใบหน้าคนร้ายได้อย่างแม่นยำ ประกอบกับชั้นสอบสวนโจทก์ร่วมก็ไม่ได้ระบุตำหนิรูปพรรณสัณฐานคนร้าย ทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

 แม้โจทก์และโจทก์ร่วม มีพยานเป็นพนักงานสอบสวนเบิกความในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงมือยิง ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี และบันทึกคำรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุ เป็นเพียงพยานประกอบเท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพ แต่คำรับสารภาพชั้นสอบสวนมีน้ำหนักน้อย และในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่สมัครใจรับสารภาพเพราะเกรงจะถูกทำร้าย จึงเห็นว่าโจทก์ต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบอีก ดังนั้นยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1

 ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยัน แม้พบลายนิ้วมือของจำเลยที่ 2 ติดอยู่บนขวดเบียร์ใกล้ที่เกิดเหตุ แต่ยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 จะไปนั่งดี่มเบียร์บริเวณนั้นจริงหรือไม่ แม้โจทก์จะมีพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เบิกความเกี่ยวกับการตรวจค้นหาอาวุธปืนที่จำเลยทั้งสองไปทิ้งไว้ในลำคลองรังสิต-นครนายก ต.คลองสาม อ.ธัญญบุรี จ.ปทุมธานี ซึ่งพบชิ้นส่วนลำกล้องปืน ประกับด้ามปืนซ้ายและขวา โครงปืน จมอยู่ใต้น้ำ โดยมีการบันทึกภาพขณะเก็บหลักฐาน และมีการทดสอบวิถีกระสุนพบว่า กระสุนที่ออกจากอาวุธปืนดังกล่าวตรงกันกับที่ใช้ยิงผู้ตาย

 โดยพยานที่เป็นพนักงานสอบสวน เบิกความว่า ชิ้นส่วนปืนทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ แต่เมื่อทนายจำเลยขอให้มีการพิสูจน์ นำประกบด้ามปืนมาวางในกะละมังใส่น้ำปรากฏว่าประกับด้ามปืนดังกล่าวลอยน้ำ พยานส่วนนี้มีพิรุธ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2

 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบเพียงพอรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสอง พิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์

 ภายหลังนายเจษฎา วิวัฒนานุกูล บุตรชายนางระวีวรรณ กล่าวยอมรับว่า ผิดหวังกับผลคำพิพากษาที่ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าฝ่ายโจทก์ แต่ยืนยันจะสู้ต่อถึงที่สุด หากศาลอุทธรณ์ยกฟ้องก็จะยื่นฎีกาต่อ เพราะตนเชื่อและเห็นกับตาว่าจำ เลยเป็นมือปืนที่ยิงมารดาเสียชีวิต

 ขณะที่ น.ส.ธีรวรรณ ริมธีระกุล บุตรสาวอีกคน กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า ที่ศาลยกฟ้องเพราะเชื่อพยานฝ่ายจำเลยมากกว่า ส่วนตัวเห็นว่าพยานฝ่ายโจทก์ไม่ได้ขาดน้ำหนัก โดยเพราะหลักฐานชั้นสืบสวนของกองปราบปราม ดังนั้นต้องปรึกษาทีมกฎหมายเพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีต่อไป อย่างไรก็ดียอมรับว่าคำพิพากษายกฟ้องคดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อคดีจ้างวานฆ่ามารดาที่นายศักดา เฮงสวัสดิ์ อายุ 32 ปี น้องชาย นพ.กวีวัธน์ เฮงสวัสดิ์ หรือหมอไพศาล เจ้าของสถานพยาบาลไบโอคลินิกเป็นผู้ต้องหา ดังนั้นจึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรีบตามตัวนายศักดาที่หลบหนีออกนอกประเทศมาทำการสอบสวน เพราะเชื่อว่าน่าจะมีคนที่สั่งการอีกทอดหนึ่งเนื่องจากนายศักดาไม่เคยรู้จักหรือมีเหตุโกรธเคืองกับมารดาตน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมตัว ได้ยินเสียงจำเลยทั้งสองตะโกนหัวเราะเสียงดัง