ข่าว

ลองของ“หล่อหลักลอย”

ลองของ“หล่อหลักลอย”

19 ม.ค. 2553

กลายเป็นประเด็นทางการเมืองขึ้นมาเมื่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นประธาน

 มีมติถึง 2 ครั้งซ้อน ให้กลับมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.น.ในคดีสลายม็อบพันธมิตร และ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ในคดีผู้ชุมนุมเหลือง-แดง ปะทะกันที่ จ.อุดรธานี ให้กลับเข้ารับราชการอีกครั้ง

 หากยังจำกันได้ หลังผ่านพ้นเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ก.ตร.ได้อาศัยช่วงชุลมุนจากการเขย่าปรับเก้าอี้คณะรัฐมนตรีและปมความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล กลับมติของป.ป.ช.ด้วย

 โดยในการลงมติครั้งนั้นไม่มีการ "วอล์กเอาท์" แต่อย่างใด

 ก่อนที่ "สุเทพ" จะทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ ส่งไม้ต่อให้ที่ประชุมครม.เพื่อให้ "หนุ่มมาร์ค" ใช้อำนาจตัดสินใจ ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป เพราะเข้าข่ายความเห็นขัดแย้งระหว่าง ก.ตร.กับ ป.ป.ช.

 แต่ "อภิสิทธิ์" ไหวตัวทัน ไม่หลงไปตามเกม พร้อมกับสั่งเบรก มติ ก.ตร. และสอบถามความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าสามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้หรือไม่

 ก่อนที่ "หนุ่มมาร์ค" ออกมาย้ำจุดยืนชัดเจนว่า ก.ตร.ไม่สามารถกลับมติของ ป.ป.ช.ได้ เพราะตามกฎหมายมีช่องทางอุทธรณ์ได้ที่ศาลปกครองเท่านั้น

 เรื่องจึงน่าสนใจยิ่ง เมื่อความขัดแย้งระหว่าง ก.ตร.กับ ป.ป.ช. กลายเป็นปมปัญหาให้เกิดการงัดข้อของแกนนำรัฐบาล ระหว่าง "สุเทพ" ในฐานะประธาน ก.ตร.กับ "อภิสิทธิ์" ในเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

 เรื่องที่เกิดขึ้นจึงย่อมไม่ปกติธรรมดาแน่นอน !

 เพราะ "อภิสิทธิ์" ยืนยันชัดเจนว่า ได้เคยมีแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในทำนองเดียวกันไว้แล้วว่าไม่สามารถทำได้

 แต่ ก.ตร.ก็ยังมีมติซ้ำในวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อยืนยันมติครั้งแรก โดยมีความพยายามที่จะให้ "สุเทพ" ผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมครม.ในวันที่ 19 มกราคมนี้ให้จนได้

 จน "อภิสิทธิ์" ต้องออกมาย้ำอีกครั้งว่า ไม่มีความจำเป็นส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจ ป.ป.ช. เพราะกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นมาอย่างชัดเจน

 และเคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปแล้วในอดีต ว่าการอุทธรณ์ตามกฎหมายบริหารงานบุคคล จะอุทธรณ์ได้เฉพาะดุลพินิจในการสั่งลงโทษ ดังนั้น จะไปกลับข้อเท็จจริงหรือเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ไม่ได้ 

 ที่สำคัญ ก.ตร.เป็นคณะกรรมการภายใต้กำกับดูแลของฝ่ายบริหาร ไม่ใช่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

 จึงเกิดคำถามกับ "สุเทพ" ขึ้นมาทันทีว่า ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่สามารถทำได้ แต่ทำไมไม่เบรก ก.ตร.ตั้งแต่ต้น ???

 ถึงขนาดยอมตกเป็นเครื่องมือ เพื่อเอาใจกลุ่มพลังสีสากีที่คอยงัดข้อกับรัฐบาล โดยไม่คำนึงถึงความศักดิ์สิทธิ์ อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอย่าง ป.ป.ช.

 ตัวอย่างก็มีให้เห็นชัดเจน ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 2/2546 กรณี วีรพล ดวงสูงเนิน อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กับ ชูศักดิ์ รองสวัสดิ์ ผอ.ศูนย์สารสนเทศการประชาสัมพันธ์ ที่ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงให้ออก และไล่ออกจากราชการ

 ต่อมามีการร้องอุทธรณ์ไปยัง ก.พ. จนได้อุทธรณ์คำสั่งให้กลับเข้ารับราชการตามเดิม กระทั่งนำไปสู่การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

 และสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญก็ยืนตามมติของ ป.ป.ช. !!!

 เกมนี้จะมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากการ "ต่อรองอำนาจ" ภายในแวดวงสีกากี กับ รัฐบาล

 เพราะ ก.ตร.ล้วนเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สำคัญกรรมการเสียงข้างมากล้วนอยู่ในสายใกล้ชิดขั้วอำนาจเก่าภายในค่ายปทุมวัน

 แน่นอนว่าเมื่อ "อภิสิทธิ์" ออกมาตอกฝาโลง ปิดประตูการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก.ตร.ย่อมต้องพยายามดิ้นหาทางออก และพยายามนำไปสู่เกมการต่อรอง

 นั่นเพราะยามนี้ "หนุ่มมาร์ค" ยังไม่สามารถสางปมปัญหาการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ยืนยันมาโดยตลอดว่าหลังผ่านเทศกาลปีใหม่จะมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา

 แต่เวลาล่วงเลยจะข้ามพ้นเดือนมกราคมไปแล้ว ก็ยังไม่มีความชัดเจน รวมไปถึงโผบัญชีโยกย้ายนายตำรวจ ระดับผู้กำกับ ลงไปจนถึงรองสารวัตร ทั่วประเทศยังไม่มีกำหนดคลอด

 หลังจากที่ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. เร่งให้ทุกหน่วยงานเสนอรายชื่อให้เสร็จภายในวันที่ 22 มกราคมนี้ เพื่อจะได้มีผลบังคับใช้ทันในวันที่ 16 กุมภาพันธ์นี้

 ด้วยเหตุนี้ "พล.ต.อ.ปทีป" จึงถูกลากเข้าร่วมวงในเกมต่อรองอำนาจ โดยพยายามหาช่องทาง อุ้ม 3 นายพล ด้วยการสอบถามความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้ง

 ทั้งหมดนี้ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้ง ผบ.ตร. และโผโยกย้ายนายตำรวจแบบไม่ต้องสงสัย ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดศึกประลองกำลังกับ นายกรัฐมนตรี ขึ้นแน่

 ท่ามกลางสถานการณ์ข้าศึกประชิดตัวเมื่อ "นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี และกลุ่มคนเสื้อแดง ประกาศเคลื่อนไหวใหญ่ ทวงคืนทรัพย์สิน 7.6 หมื่นล้านบาทที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะตัดสินในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

 จึงทำให้แวดวงสีกากีออกมาแสดงพลังขู่ "อภิสิทธิ์" ด้วยข้ออ้างกระทบกับขวัญและกำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติ เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่ไม่กล้าปฏิบัติงาน

 งานนี้จึงต้องรอวัดใจว่า "อภิสิทธิ์" จะกลายเป็น “หล่อหลักลอย” ตามฉายาใหม่ หรือไม่ ???

 บัญชา แข็งขัน