ข่าว

เรื่องที่ดีที่งามของบอลประเพณี

เรื่องที่ดีที่งามของบอลประเพณี

19 ม.ค. 2553

การแข่งขันฟุตบอลประเพณีระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น จัดขึ้นมาต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยยังมีไม่กี่แห่ง มาจนถึงวันนี้ที่มหาวิทยาลัยกับโรงภาพยนตร์ในประเทศนี้น่าจะมีจำนวนพอๆ กัน

  คนที่ติดตามฟุตบอลประเพณีจะพบว่าฟุตบอลของสองมหาวิทยาลัยนี้มีอะไรมากกว่าเพียงการแข่งขันฟุตบอลที่มีการถ่ายทอดสด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีเสื้อเชียร์ การมีเชียร์ลีดเดอร์ คนอัญเชิญพระเกี้ยว มีการแปรอักษร

 และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ ขบวนล้อการเมือง

 ขบวนล้อการเมืองของนิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาธรรมศาสตร์นั้น ในยุคสมัยหนึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะมีความสำคัญมากกว่าผลการแข่งขันฟุตบอลเสียอีก

 ผมกำลังพูดถึงยุคเผด็จการ/ประชาธิปไตยครึ่งใบที่กฎหมายการเซ็นเซอร์ยังเข้มงวดกว่าในปัจจุบัน

 ถ้ามองย้อนกลับไปในยุคนั้น สื่อโทรทัศน์ไม่มีการทำข่าวการเมืองมากนัก สิ่งที่มีเป็นเพียงการรายงาน "ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร" มากกว่าการวิเคราะห์วิจารณ์ผู้มีอำนาจในประเทศ

 ดังนั้นในทุกๆ ปี การถ่ายทอดขบวนล้อการเมืองของนิสิต-นักศึกษาในงานบอลประเพณีนั้น จึงเป็นสีสันที่สำคัญที่หลายฝ่ายต่างจับตามอง ด้วยว่าขบวนล้อการเมืองนั้นเป็นช่องทางสำคัญที่นักศึกษาสามารถวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำประเทศและการบริหารราชการได้ ขณะที่สื่อกระแสหลัก (สมัยนั้นไม่มีคำนี้) ไม่กล้าทำ

 เมื่อพิจารณาในมุมนี้ เราจะพบว่าข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่มักเป็นที่ได้ยินว่า นักศึกษาในยุคหลังเหตุการณ์เดือนตุลาฯ นั้นไม่ค่อยสนใจบ้านเมือง อาจจะต้องได้รับการพิจารณาใหม่ด้วยความเป็นธรรมกับยุคสมัยและคนในยุคหลังจากนั้น โดยเฉพาะเมื่อเห็นมากขึ้นว่าช่องทางการนำเสนอความคิดเห็นและบทบาททางการเมืองของนักศึกษานั้นมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการขยายวงไปเล่นในมิติใหม่ๆ ของการเมือง อาทิ การเมืองเรื่องสิทธิในการพัฒนาจากกรณีการสร้างเขื่อนต่างๆ

 และในปีล่าสุดนี้ ขบวนล้อการเมืองของนิสิต-นักศึกษานั้น ก็ยังคงมาตรฐานของการนำเสนอความคิดความเห็นของคนรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังของประเทศเอาไว้ ไม่ว่าจะเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี และนักการเมืองคนอื่นๆ ที่มีอำนาจไม่น้องกว่านายกรัฐมนตรี (ฮ่าฮ่า)

 ท่ามกลางประเพณีส่วนอื่นๆ ที่มักถูกวิจารณ์ว่าเป็นเรื่องของการรักสถาบันของพวกเขาเอง ระหว่างสองสถาบัน แต่ใช้ทรัพยาการของประเทศมาถ่ายทอดประเพณีนี้ 

 เอาเถอะครับ ได้ดูขบวนล้อการเมืองก็อิ่มตาอิ่มใจแล้ว และก็สะท้อนใจ เมื่อย้อนมาดูคุณภาพของสื่อในปัจจุบัน ที่คนจำนวนไม่น้อยก็เป็นอดีตศิษย์เก่าของสองสถาบัน หรือเติบโตผ่านยุคสมัยที่ความกล้าหาญของนิสิต-นักศึกษาที่กล้าพูดความจริงกับอำนาจนั้นเป็นเรื่องอันเป็นปกติ ก็ยิ่งต้องถามตัวเองว่า เราผ่านยุคของการมีกฎหมายเซ็นเซอร์ที่เราเห็นว่าเป็นโซ่ตรวนสำคัญที่ทำให้เราขาดเสรีภาพในการแสดงออกมาแล้ว

 แต่ทำไมยิ่งแก่ตัวลงเราจึงสร้างโซ่ตรวนของการเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยข้ออ้างร้อยแปด เพราะเชื่อว่าเราโตขึ้น และทำได้แค่การรายงานข่าวขบวนล้อการเมืองของน้องๆ ลูกๆ ของเราในทุกๆ ปี

 ความสุขเล็กๆ ของผมในการชมฟุตบอลประเพณีก็คงอยู่ตรงนี้แหละครับ อยู่ตรงที่ภูมิใจกับคนรุ่นหลังและก็สะท้อนใจกับคนรุ่นเดียวกันและรุ่นพี่ๆ ในทุกๆ ปีที่เห็นขบวนล้อการเมืองที่สนุกสนานและการรายงานข่าวขบวนล้อการเมืองที่ดำเนินไปแบบเดิมๆ