
รัฐบาลพลัดถิ่นของทักษิณ
การยกระดับเพื่อต่อสู้ทวงอำนาจการเมืองและทรัพย์สินซึ่งถูกอายัดไว้ โดยขบวนการเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย และเครือข่ายมวลชนต่างๆ รวมทั้งข้าราชการเกษียณอายุ นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นความพยายามชิงอำนาจทางการเมือง
ทั้งวิธีตามรัฐธรรมนูญ ผ่านกลไกรัฐสภา และการกระทำนอกกฎหมายโดยการใช้ความรุนแรงผ่านมวลชนจัดตั้งเสื้อแดง และกลุ่มอันธพาลการเมือง ซึ่งมีนายทหารในราชการและนอกราชการบางกลุ่ม
การดิ้นรนของ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่ากับเป็นการจัดตั้ง “รัฐบาลพลัดถิ่น” แล้วนั่นเองโดยพฤตินัย โดยการกระทำ ซ่องสุมผู้คนในต่างประเทศ และตัวหัวหน้า คือ “ทักษิณ” นั้นก็ได้อยู่ร่วมกับบรรดาขุนพล คือนายจักรภพ เพ็ญแข และนายยงยุทธ ติยะไพรัช ตามภาพปรากฏในวิดีโอลิงก์ เมื่อปลุกระดมมวลชนเสื้อแดงให้รุกกลุ่มอำมาตย์ และประกาศภารกิจในการล้มรัฐบาลผสม ซึ่งนำโดยพรรคประชาธิปัตย์
การตั้ง “รัฐบาลพลัดถิ่น” เป็นวิถีทางของนักการเมืองซึ่งไม่ยอมละทิ้งความพยายามในการต่อสู้เพื่อให้คืนสู่อำนาจ แต่ “ทักษิณ” ไม่ประกาศตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นอย่างเป็นทางการเพราะตัวเองไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมประเทศพัฒนา ซึ่งได้รับรู้ว่า “ทักษิณ” เป็นนักการเมืองต้องโทษจำคุก และหนีโทษไปอยู่ต่างประเทศ มีคดีความเกี่ยวเนื่องกับการทุจริต ประพฤติมิชอบอย่างเป็นระบบ มีเครือข่ายกว้างขวาง และพฤติการณ์ไม่น่าไว้ใจ ดังเช่นข่าวการถูกอายัดทรัพย์ในอังกฤษ หรือหนีข้อสงสัยในพฤติการณ์ฟอกเงิน ทำให้ต้องลี้ภัย เคลื่อนไหวได้ในไม่กี่ประเทศ คือนครรัฐดูไบและกัมพูชา ซึ่งใช้เป็นฐานต่อสู้ของรัฐบาลพลัดถิ่นของตัวเอง
การไม่ยอมประกาศตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นโดยนิตินัย เป็นเพราะต้องการป้องกันเครือข่ายของตัวเองในประเทศถูกดำเนินคดี เพราะการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเท่ากับความพยายามเป็นกบฏต่อแผ่นดินนั่นเอง รัฐบาลไทยย่อมมีสิทธิขอให้รัฐบาลที่ให้ “ทักษิณ” พักพิงจัดการให้หยุดความเคลื่อนไหว ซึ่งจะต่างจากสภาพของการลี้ภัยการเมืองดังเช่นทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ “ทักษิณ” จะไม่ประกาศจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น โดยพฤติการณ์ก็เข้าข่ายการอยู่ในสภาพเช่นนั้น เพียงแต่รัฐบาลขาดความจริงจัง เด็ดขาดในการจัดการกลุ่มขบวนการทักษิณตามกฎหมาย จะเป็นเพราะเหตุผลอะไรก็สุดแล้วแต่ จึงเป็นปัญหาความมั่นคงในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เกิดความแตกแยกในแผ่นดิน จนยากที่จะประสานรอยร้าวได้ง่าย และยิ่ง “ทักษิณ” ประกาศต่อสู้อย่างแตกหัก ก็เท่ากับนำเครือข่ายรัฐบาลพลัดถิ่นต่อสู้กับรัฐบาลประเทศไทยอย่างเปิดเผยนั่นเอง
ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องพิจารณาประเด็นนี้อย่างจริงจัง ยอมรับสภาพว่า “ทักษิณ” เป็นหัวหน้ารัฐบาลพลัดถิ่น ซึ่งไม่ได้ต่อสู้เพื่อประชาชนเหมือนขบวนการเสรีไทยในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ “ทักษิณ” ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง โดยมีเงินจำนวน 7.6 หมื่นล้านบาทเป็นส่วนหนึ่งของเดิมพันในการต่อสู้เพื่อยึดอำนาจรัฐ ดังนั้นรัฐบาลย่อมนิ่งเฉยไม่ได้ เพราะความมั่นคงของประเทศ และสถาบันหลักอยู่ในสภาพสุ่มเสี่ยงอย่างสูง



