ข่าว

สะดุ้งเฮือก กองปราบ เตรียมเรียกน้อง "ธนาธร" ดำเนินคดี

สะดุ้งเฮือก กองปราบ เตรียมเรียกน้อง "ธนาธร" ดำเนินคดี

08 ธ.ค. 2563

กองปราบ เตรียมเรียก "สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ" น้องชายธนาธร ดำเนินคดี ฐานเป็นผู้ใช้ฯ ในข้อยัดเงินใต้โต๊ะ ปมเช่าที่ดินย่านชิดลม ของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

วันที่ 8 ธันวาคม มีรายงานข่าวว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) มีคำสั่งให้ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) ตั้งคณะพนักงานสอบสวนเพื่อหารือในข้อกฎหมายเพื่อขยายผลและดำเนินคดีต่อเนื่องกับ นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า 

 

  ในฐานความผิดเกี่ยวกับผู้ใช้หรือผู้สนุบสนุน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้พิพากษาให้จำคุกสองเจ้าพนักงานในสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ที่จัดตั้งโครงการให้เช่าที่ดินที่ตั้งสำนักงานโทรศัพท์ สาขาชิดลม เพื่อให้ นายสกุลธร เข้าไปทำกิจการใช้ประโยชน์จากที่ดินสร้างอาคารคอมเพล็กนับหมื่นล้านบาท แต่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะก่อน 20 ล้าน ซึ่งเงินดังกล่าวได้ถูกจ่ายให้กับผู้ต้องหาทั้งสองคนไปแล้ว

  

 

สะดุ้งเฮือก กองปราบ เตรียมเรียกน้อง "ธนาธร" ดำเนินคดี

 ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27พ.ย. 2562 ศาลมีคำพิพากษาในคดีแดงที่อท 228/62 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญาปราบปรามการทุจริต 4 เป็นโจทก์ฟ้อง นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ ข้าราชการสังกัดสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัติย์ จำเลยที่ 1 กับ นายสุรกิจ ตั้งวิทูวณิช เป็นเอกชน จำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันเป็นคนกลางเสนอว่าจะให้สินบนเจ้าพนักงาน ปลอมเอกสาร ใช้เอกสารราชการปลอม คดีนี้จำเลยรับสารภาพ ไม่สืบสู้ มีพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเป็นผู้สอบสวนในชั้นต้น ซึ่งศาลพิเคราะห์ว่า สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เป็นนิติบุคคล เป็นหน่วยงานในพระมหากษัติย์ มีหน้าที่จัดการดูแลรักษาจัดหาผลประโยชน์ฯลฯให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย และมีคณะกรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และข้าราชการเจ้าหน้าที่ มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน 

 

   กระทั่งเมื่อเดือนมีนาคม 2560 ถึง 18 กันยายน 2560 นายประสิทธิ์ เป็นเจ้าหน้าที่บริหารโครงการระดับ แผนกโครงการธุรกิจ 1 กองโครงการธุรกิจ 1 ฝ่ายโครงการพิเศษ สำนักงานทรัพย์สินฯ ทำหน้าที่สนับสนุนงานโครงการพิเศษ ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการนำพื้นที่ของสำนักงานฯไปจัดหาประโยชน์ ส่วน นายสุรกิจ ไม่ใช่เจ้าพนักงาน จำเลยทั้งสองร่วมกันทำหนังสือราชการปลอม 2 ฉบับ

 

 ฉบับแรกออกวันที่ 18 กันยายน 2560 ส่งไปถึง นายสกุลธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเรียลเอสเตทดีเวลลอปเม้นท์ โดยเอาแบบพิมพ์ของสำนักงานทรัพย์สินฯมีตราครุฑ ตั้งแท่นลงนามเป็นชื่อเจ้าหน้าที่โดยการปลอมลายเซ็น มีข้อความทำนองว่า บริษัท เรียลเอสเตท ดีเวลลอปเม้นท์ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นแล้ว ให้ยื่นแผนพัฒนาพื้นที่และการลงทุนใน 90 วัน แล้วได้ให้ นายสุรกิจ เอาไปให้นายสกุลธร เพื่อให้นายสกุลธรหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง โดยประการน่าจะทำให้สำนักงานทรัพย์สินเสียหายแล้ว

 

   ส่วนเอกสารปลอมอีกฉบับ ออกวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 ไปถึง นายสกุลธร ให้บริษัทเรียลเอสเสทฯ เข้าประชุมเกี่ยวกับแผนพัฒนาที่ดิน ลงลายมือชื่อของ นายประสิทธิ์ ว่าเป็นนักบริหารอสังหาฯ ทั้งที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ แล้วให้ นายสุรกิจ เอาไปให้ นายสกุลธร ดูเพื่อเชิญเข้าประชุมวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 และจากนั้นจำเลยยังร่วมกันนำเอาข้อมูลของสำนักงานฯ ไปแจ้งนายสกุลธรว่า ที่ดินที่ตั้งองค์การโทรศัพท์ จะหมดสัญญาและจะ เปิดให้ผู้สนใจเข้าลงทุนเช่าพื้นที่ ระยะยาว เมื่อนายสกุลธร เชื่อดังนั้น จึงให้นายสุรกิจ ดำเนินการติดต่อประสานงาน และอำนวยความสะดวก

 

  เพื่อให้บริษัทเรียลเอสเสทฯ ได้สิทธิการเช่าที่ดิน โดยฝ่ายบริษัทหลงเชื่อจึงตกลงจะมีค่าตอบแทนจำนวน 500 ล้านบาท" ต่อมา นายสกุลธร ยื่นหนังสือแสดงความจำนงขอเช่าที่ดินบริเวณดังกล่าว "ตามช่องทางปกติ แล้วจำเลยทั้งสองคนได้ร่วมกันเรียกรับเงินงวดแรก 5 ล้านบาท จาก นายสกุลธร แล้วร่วมกันใช้เอกสารปลอมทั้งสองฉบับอ้างว่า บริษัทผ่านการประมูล 

 

    ต่อมาเมื่อ นายสกุลธร ทราบดังกล่าว จึงจ่ายเงินงวดที่ 2 จำนวน 5 ล้านบาท กับงวดที่ 3 อีก 10 ล้านบาท รวม 20 ล้านบาท ให้จำเลยทั้งสอง เพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยทั้งสองจะนำไปดำเนินการ ติดต่อประสานงาน และมอบให้ "รองผอ.สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัติย์" เพื่อให้บริษัทได้สิทธิการเช่า โดยไม่ต้องผ่านการประมูลแข่งขันตามขั้นตอนปกติ ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้วพบว่าจำเลยทั้งสองคนมีความผิด จึงพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 2 คือ นายประสิทธิ์ และ นายสุรกิจ มีความผิดข้อหาเป็นคนกลางเสนอให้ทรัพย์สินเจ้าพนักงาน , ปลอมเอกสาร , ปลอมเอกสารราชการ ,ใช้เอกสารราชการปลอม จำคุก 6 ปี คำรับสารภาพเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือคนละ 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดีนี้เมื่อสิ้นกำหนดอุทธรณ์ ไม่มีการอุทธรณ์แต่อย่างใด

 

    รายงานข่าวแจ้งอีกว่า คดีนี้ในเบื้องต้นพนักงานสอบสวนกองปราบปรามชุดก่อนมีการถกเถียงกันว่าจะมีการดำเนินคดีกับนาย สกุลธร หรือไม่ ซึ่งมติขณะนั้นเห็นว่าควรดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสองคนก่อน จากนั้นจึงจะค่อยรวบรวมพยานหลักฐานขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดรายอื่นๆ อย่างไรก็ตามล่าสุดฝ่ายกฎหมาย บช.ก. พิจารณาแล้วเห็นว่าจากหลักฐาน พยาน

 

  และคำพิพากษาของศาลในปัจจุบัน สามารถดำเนินคดีกับ นายสกุลธร ได้ จึงได้มอบหมายให้กองปราบปรามเรียกประชุมพนักงานสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวข้องวานนี้(7 ธ.ค.) ซึ่งล่าสุดมีรายงานว่า กองปราบฯเตรียมตัวที่จะเรียก นายสกุลธร มารบทราบข้อกล่าวหาในเบื้องต้นฐานเป็นผู้ใช้และสนับสนุนให้เจ้าพนักงานกระทำการทุจริต ส่วนจะเป็นวันใดหรือมีข้อหาอื่นใดด้วยหรือไม่นั้นจะมีการพิจารณาอีกครั้ง คาดว่าจะมีข้อสรุปได้ภายในสัปดาห์นี้