ข่าว

ไทย-ญี่ปุ่นร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม“พืชสมุนไพรอาเซียน”

ไทย-ญี่ปุ่นร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม“พืชสมุนไพรอาเซียน”

09 มี.ค. 2552

ไทย-ญี่ปุ่น ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม “พืชสมุนไพรอาเซียน” เดินตามนโยบายองค์การอนามัยโลก ฟื้นฟูการแพทยดั้งเดิม พร้อมดัน 10 ยาสมุนไพรไทย เข้าบัญชียาหลักในปี 52 นี้

 ที่กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข –นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานพร้อมมอบนโยบายแก่ผู้บริหารกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มี นพ.นรา นาควัฒนานุกูล อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และผู้บริหารกรมให้การต้อนรับ โดยนายมานิต กล่าวว่า ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย เป็นภูมิปัญญาไทยที่ทรงคุณค่า ซึ่งหากมีการพัฒนาให้มีมาตรฐานเป็นสากล จะช่วยให้เป็นที่ยอมรับและนิยมมากขึ้น เพิ่มการพึ่งพาตนเองของประเทศได้เป็นอย่างดี ได้มอบนโยบายให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ เร่งส่งเสริมการเข้าถึงบริการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้มากขึ้น
 ในส่วนของยาและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ต้องส่งเสริมให้มีการใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันให้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ในเรื่องคุณภาพและประสิทธิภาพในการรักษาโรค โดยให้โรงพยาบาลในสังกัดที่มีการผลิตยาและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ซึ่งขณะนี้มีประมาณ 80 แห่ง เร่งพัฒนากระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี เช่นเดียวกับยาแผนปัจจุบัน
 นอกจากนี้จะเร่งศึกษาวิจัยยาสมุนไพรอีก 10 รายการ เพื่อบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ เพิ่มจากที่เดิมที่มี 19 รายการ ได้แก่ 1.เพชรสังฆาตแก้ริดสีดวงทวาร 2.สหัสธารา แก้ปวดเมื่อย 3.บัวบกเม็ด รักษาแผล ช่วยความจำในผู้สูงอายุ 4.เถาวัลย์เปรียงแก้ปวดเมื่อย 5.มะระขี้นก ลดน้ำตาลในเลือด 6.รางจืด ขับพิษในร่างกาย 7.หญ้าหนวดแมว ขับปัสสาวะ ขับนิ่วในไตขนาดเล็ก 8.ยาธาตุอบเชย แก้อาหารไม่ย่อย 9. ยาตำรับริดสีดวงทวาร และ 10.ยาบำรุงโลหิต
 ด้าน นพ.นรา กล่าวว่า การนำยาสมุนไพรไทยบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการแพทย์พื้นบ้านนั้น ยอมรับว่าทำได้ยากมาก เพราะประเทศไทยละเลยการแพทย์แผนไทยมานาน ทำให้ขาดการสนับสนุน การวิจัย อีกทั้งการที่ยาสมุนไพรจะบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติได้นั้น ต้องมีผลการศึกษา รับรองว่าสามารถนำมาใช้รักษาอาการป่วยได้ผลดี ซึ่งต้องมีการรับรองชัดเจนไม่ต่ำว่า 1,000 ราย จึงทำให้ล่าช้า อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางกรมมีโครงการจัดตั้ง “สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและอาโรคยา” โดยมีโครงการก่อสร้างใช้งบประมาณจำนวน 80 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นศูนย์ในการวิจัยและฟื้นฟูการแพทย์แผนไทย และจะทำงานประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ
 นพ.นรา กล่าวต่อว่า สำหรับในระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2552 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมพืชสมุนไพรในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นความร่วมมือประประเทศในกลุ่มภูมิภาคนี้ สานต่อนโยบายองค์การอนามัยโลกที่เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญต่อการแพทย์ดั่งเดิม ในการประชุมพืชสมุนไพรระดับโลกที่ประเทศจีน เมื่อเดือนธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ประเทศไทยจะนำเสนอผลงานวิชาการที่มีการศึกษาวิจัยทั้งในส่วนภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนองค์ความรู้ในชุมชน
 “ถือเป็นงานใหญ่เพราะการประชุมครั้งแรกในระดับอาเซียน ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ และได้รับเงินสนับสนุนจัดงานจากประเทศญี่ปุ่น มี 11 ประเทศเข้าร่วม ทั้งนี้มีการพูดคุยในเรื่องสมุนไพร และการรักษาการแพทย์แผนดั่งเดิม โดยมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ในแต่ละประเทศ” นพ.นรา กล่าว และว่า ต่อจากนั้นในวันที่ 2-6 กันยายน จะเป็นการจัดงานสมุนไพรแห่งชาติ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่างๆ ได้ชมงานด้วย
 นพ.นรา กล่าวว่า อย่างไรก็ตามยอมรับว่า การแพทย์ดั้งเดิมของไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะกับประเทศจีนและอินเดีย การพัฒนาของไทยค่อนข้างล้าหลัง เนื่องจากการแพทย์แผนไทยมีการเว้นวรรคการใช้ไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ขาดการพัฒนา การวิจัยที่ต่อเนื่อง ทั้งยังถูกนำไปจัดในกลุ่มการแพทย์แผนโบราณไม่มีการสนับสนุนที่เป็นระบบ ต่างจากจีนและอินเดียที่ไม่เพียงแต่มีการใช้แพทย์แผนดั่งเดิมรักษามาอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังมีการวิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์จนมีความก้าวหน้าไปมาก แต่ทั้งนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ถูกจัดในอันดับท้ายๆ ยังอยู่ในระดับกลางๆ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีการหันมาให้การสนับสนุนการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกมากขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายหลักในทุกรัฐบาล เริ่มมีการสนับสนุนงบประมาณ