ข่าว

ดีเอสไอกลับลำไม่เร่งฟ้อง"คดีทนายสมชาย"

ดีเอสไอกลับลำไม่เร่งฟ้อง"คดีทนายสมชาย"

18 ม.ค. 2553

อธิบดีดีเอสไอกลับลำไม่เร่งฟ้องคดีทนายสมชาย ตั้งหลักควานหาหลักฐานขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องซึ่งเป็นตำรวจระดับสูง

(18ม.ค.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นางอังคณา นีละไพจิตร เข้าพบกับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เพื่อหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าในคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม  ภายหลังดีเอสไอจะเร่งสั่งฟ้องคดีนายสมชายโดยเทียบเคียงจากการสั่งฟ้องคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมหมัด อัลลูไวรี  นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย

 นางอังคณา ยอมรับว่า คดีการหายตัวไปของนายสมชายไม่มีความคืบหน้า จึงต้องการเข้ามาสอบถามความคืบหน้าด้วยตัวเอง นอกจากนี้พยานในคดีที่เกี่ยวพันกับการหายตัวของนายสมชาย ซึ่งอยู่ระหว่างการคุ้มครองของดีเอสไอหายตัวไป 1 คน ตนจึงเกรงว่าจะกระทบกับความเชื่อมั่นของพยานที่เหลืออีก 2 คน

 อย่างไรก็ตาม ตนมีความเป็นห่วงกรณีที่ดีเอสไอจะเร่งรัดสั่งฟ้องคดีของนายสมชาย เพราะที่ผ่านมาแนวทางการทำงานวนเวียนอยู่กับการหาศพ โดยเฉพาะการค้นหาถังน้ำมันที่เชื่อว่าใช้เป็นที่ทำลายศพนายสมชาย ซึ่งแนวทางดังกล่าวคงไม่เป็นประโยชน์ แต่ต้องการให้ดีเอสไอมุ่งสอบสวนไปที่พยานแวดล้อม เช่น การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ เพราะเชื่อว่าการหายตัวของนายสมชาย มีตำรวจระดับสูงเกี่ยวข้องนอกเหนือจากตำรวจ 5 ราย ที่ถูกฟ้องดำเนินคดีก่อนหน้านี้   เนื่องจากในการนำสืบพยานชั้นศาล ตำรวจหลายคนนำสืบว่าไม่รู้จักและไม่มีเรื่องโกรธอันจะเป็นมูลเหตุให้ฆ่านายสมชาย ดังนั้น น่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับที่สูงกว่าเป็นผู้บงการ

 ด้านนายธาริต  กล่าวว่า การสืบสวนในทางการข่าว บ่งชี้ว่าคดีการหายตัวไปของนายสมชายมีผู้กระทำผิดมากกว่า 5 คน ซึ่งที่เคยถูกฟ้องไปก่อนหน้านี้   ในส่วนของดีเอสไอจำเป็นต้องรอความชัดเจนในประเด็นหลักฐานก่อนจะเรียกตัวผู้ต้องสงสัยมาให้การ ขณะนี้ตนได้ทบทวนการสอบสวนคดีใหม่ด้วยการเพิ่มจำนวนพนักงานสอบสวนพร้อมจัดห้องทำงานเฉพาะเพื่อประมวลการทำงานทุกสัปดาห์ และปรับแผนให้มีการประสานงานความคืบหน้าเป็นระยะ โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับนางอังคณาที่ไม่ควรมุ่งหาศพเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งไปที่พยานแวดล้อมและไม่จำกัดวงอยู่เพียงผู้ต้องสงสัย 5 คน

 ส่วนการดูแลพยานในความคุ้มครองของดีเอสไอ นายธาริต   กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีชัดเจนว่าพยานที่หายตัวไปกว่า 1 ปี เสียชีวิตแล้วหรือไม่ เบื้องต้นต้องยอมรับว่าเป็นความบกพร่องของทั้ง 2 ฝ่าย คือเจ้าหน้าที่ที่ไม่ให้การดูแลตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว   ขณะที่ตัวพยานก็ตั้งใจหลบหนีกลับบ้าน อย่างไรก็ตาม ที่สำคัญจากนี้คือการให้ความคุ้มครองพยานอีก 2 คนที่เหลือในคดีดังกล่าวอย่างดีที่สุด ทั้งนี้จะได้มีการออกแบบการดูแลพยานใหม่ให้ปลอดภัยและไม่อึดอัดเช่นที่เคย