ข่าว

8 ภาคีหนุนสถานประกอบการจัดหา "มุมนมแม่"

8 ภาคีหนุนสถานประกอบการจัดหา "มุมนมแม่"

19 ม.ค. 2553

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นรากฐานของชีวิตเด็ก อันจะนำไปสู่สุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมอนามัย องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย แ

 สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เผยถึงการจัดตั้งมุมนมแม่ว่า เป็นความพยายามที่ต้องการให้แม่สามารถ “บีบ เก็บ ตุน” น้ำนมในระหว่างเวลาปฏิบัติงานเพื่อนำกลับไปให้ลูกที่บ้านได้ดื่มนมแม่ และต้องยอมรับว่า ปัญหาสำคัญของคนวัยแรงงานก็คือ แม่ในสถานประกอบการไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ กระทรวงแรงงานจึงเห็นว่า มุมนมแม่จะส่งผลดีให้ทั้งตัวเด็ก พนักงาน ครอบครัว และสถานประกอบกิจการ ทั้งในแง่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศต่อไป โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีเป้าหมายล่าสุดในการเพิ่มมุมนมแม่อีก 175 แห่งทั่วประเทศในปีนี้

 ด้าน พญ.ยุพยง แห่งเชาวนิช ผู้จัดการโครงการการสร้างรากฐานชีวิตและสังคมด้วยนมแม่ เลขาธิการศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สสส. ระบุถึงประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ว่า น้ำนมแม่มีคุณค่ามหาศาล เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารกว่า 200 ชนิด ช่วยในเรื่องพัฒนาการทางด้านสติปัญญา อารมณ์ ช่วยส่งเสริมและทำให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

 “การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นเรื่องของคุณภาพและสุขภาพของเด็กไทย ถ้าเราไม่สามารถสร้างพลเมืองให้มีคุณภาพ เราจะไม่มีโอกาสได้แรงงานที่มีฝีมือในอนาคต ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดให้มีมุมนมแม่อยู่ในสถานประกอบการซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก เพียงผู้บริหารมีความจริงใจ ตั้งใจและเล็งเห็นถึงประโยชน์โดยใช้งบประมาณไม่มากนัก เพียงแค่จัดสถานที่ให้เหมาะสม มีสถานที่มิดชิดเป็นส่วนตัว สะอาด ถูกสุขอนามัย มีตู้เย็น อ่างล้างมือ เก้าอี้นั่ง น้ำดื่ม สำหรับให้แม่ไปใช้บริการ แค่นี้ก็เกิดเป็นมุมนมแม่ได้ ที่สำคัญที่สุดคือ การอนุญาตให้แม่ใช้เวลางานประมาณครึ่งชั่วโมง วันละ 2 ครั้ง มาบีบเก็บน้ำนม” พญ.ยุพยงกล่าว

 ส่วน นพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า “มุมนมแม่” ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างคุณภาพชีวิตให้ทั้งแม่และเด็กแรกเกิดที่อยู่ในภาคส่วนอุตสาหกรรม จากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2552 พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรจำนวน 66.90 ล้านคน มีผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปและอยู่ในวัยกำลังทำงาน ซึ่งคิดเป็นลูกจ้างหญิงจำนวน 3.92 ล้านคน หรือร้อยละ 47.44 ของลูกจ้างทั้งหมด ซึ่งในปีหนึ่งๆ จะมีเด็กเกิดใหม่ประมาณ 8 แสนคน โดยกึ่งหนึ่งจะมีแม่ทำงานในสถานประกอบการ “มุมนมแม่” ที่เป็นหนึ่งในโครงการภายใต้แผนงาน สสส. ก็จะช่วยให้เด็กแรกเกิดร่วม 4 แสนคน ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และแม่ก็จะมีสุขภาพจิตที่ดีเมื่อได้ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด

 ทั้งนี้ สาระสำคัญในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การสนับสนุนการจัดสวัสดิการแรงงานการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถานประกอบกิจการนั้น ประกอบด้วยภารกิจหลักดังนี้ 1.ประกาศนโยบายการจัดสวัสดิการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถานประกอบกิจการ 2.ร่วมจัดทำเกณฑ์มาตรฐานมุมนมแม่ในสถานประกอบกิจการและคู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ 3.เผยแพร่ความรู้และสนับสนุนให้สถานประกอบกิจการจัดตั้งมุมนมแม่ 4.พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่เพื่อรองรับการจัดตั้งมุมนมแม่ในสถานประกอบกิจการ 5.กำกับติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน 6.ประสานความร่วมมือด้านวิชาการ ระหว่างองค์กรภาคีเครือข่ายส่งเสริมสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถานประกอบกิจการ