ข่าว

ปฎิทินหมายจับพ่นพิษจับมือฆ่าลูกอดีตตำรวจ

ปฎิทินหมายจับพ่นพิษจับมือฆ่าลูกอดีตตำรวจ

18 ม.ค. 2553

ผบช.ภ.7 แถลงข่าวจับมือปืนยิงลูกอดีตตำรวจ ตามปฎิทินหมายจับลำดับที่ 4 เหตุแค่โมโหที่ถูกผู้ตายด่าขณะยืนฉี่ริมถนน

(18ม.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมสำนักงานตำรวจภูธร 7 พล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน ผบช.ภ.7,  พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ ผบช.ภ.8 พร้อม พล.ต.ต.สมเกียรติ แสงสินศร ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร , พ.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ ชูนาค ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร , พ.ต.ท.ประเสริฐ กีเกษมศรี รอง ผกก.สส.สภ.เมืองสมุทรสาคร , พ.ต.ท.วัชรชัย ชินทัยศรี สว.สส.สภ.เมืองสมุทรสาคร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสภ.สมุทรสาครจำนวนหนึ่ง ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมตัวนายสิทธิรัตน์ หรือเอ็ม ครองยศ อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 57 หมู่ที่ 10 ต.วังงิ้วใต้ อ.ดงเจริญ จว.พิจิตร ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ที่ จ.420/2552 ลงวันที่ 9 กันยายน 2552 ความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ,มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต” คดีอาญาที่ 3815/2552 ของ สภ.เมืองสมุทรสาคร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2552 เวลาประมาณ 04.00 น. ที่ผ่านมา

 ทั้งนี้สืบเนื่องจาก เมื่อเวลา 04.00 น.ของวันที่ 6 ก.ย.2552 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรสาคร ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณริมเขื่อนหน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนเดินทางไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบศพนายอรรถวิทย์ ขุนราม อายุ 23 ปี (ซึ่งเป็นบุตรชายของ ด.ต.ฉลอง ขุนราม อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สภ.เมืองสมุทรสาคร)ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกโม่ขนาด .32 ยิงจนเสียชีวิต ส่วนผู้ก่อเหตุทราบต่อมาคือนายสิทธิรัตน์ หรือเอ็ม ครองยศ “แก็งค์บูรพาท่าฉลอม” ซึ่งหลังจากก่อเหตุแล้วได้หลบหนีไป

 พล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน ผบช.ภ.7 กล่าวว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนติดตามสืบสวนตัวคนร้ายมากว่า 4 เดือนเศษ กระทั่งวันที่ 13 มกราคม 2553 ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า พบบุคคลซึ่งมีตำหนิรูปพรรณตรงกับนายสิทธิรัตน์ หรือเอ็ม ครองยศ ผู้ต้องหาในลำดับที่ 4 ตามปฏิทินหมายจับปี 2553 ของตำรวจภูธรภาค 7 รับจ้างกรีดยางยางพารา อยู่ที่หมู่บ้านในเขต ต.ดุสิต อ.ถ้ำพรรณรา จว.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับ ต.คลองฉนวน อ.เวียงสระ จว.สุราษฎร์ธานี เมื่อทราบรายละเอียดแล้วในวันเดียวกันนั้น พ.ต.ท.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ สว.สส.สภ.เมืองสมุทรสาคร กับพวก จึงได้นำกำลังเดินทางไปสืบสวนหาข่าว ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสวนยางพาราสลับกับภูเขา จึงได้ประสานขอกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภาค 8 มาช่วยประสานงานและขอความร่วมมือจากผู้นำชุมชนในตำบลดังกล่าว จนสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหารายนี้ ได้ที่บริเวณริมถนนไม่มีชื่อ ในสวนยางพารา หมู่ 7 ต.ดุสิต อ.ถ้ำพรรณรา จว.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 15 ม.ค.53 เวลาประมาณ 20.30 น. ที่ผ่านมา

 ผบช.ภ.7 กล่าวว่าอีกว่า จากนั้นก็ได้นำตัวมาทำการสอบสวน ซึ่งในเบื้องต้นนายสิทธิ์รัตน์ หรือเอ็ม ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และสำหรับนายสิทธิรัตน์ หรือเอ็ม ครองยศนั้น มีภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.ดงเจริญ จว.พิจิตร และเมื่อ พ.ศ.2545 อายุ 13 ปี ได้ติดตามบิดามารดามาอยู่ที่ ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร และเมื่อปี พ.ศ.2547 ได้ร่วมกับเพื่อนๆ ตั้งชื่อแก็งค์ ใช้ชื่อว่า “แก็งค์บูรพาท่าฉลอม” ผู้ต้องหานี้เคยต้องโทษจำคุก 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2549 ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรี ในข้อหารับของโจร (คดีของ สภ.เมืองสมุทรสาคร) ถูกดำเนินคดีเป็นเวลา 9 เดือน และครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ.2551 ที่เรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ในข้อหาทำร้ายร่างกาย (คดีของ สภ.ดงขุย จว.เพชรบูรณ์)เป็นเวลา 1 ปี และพ้นโทษเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา จากนั้นได้เดินทางกลับมาที่ จว.สมุทรสาคร และมาก่อเหตุในคดีนี้ ทั้งนี้ ผู้ต้องหายังให้การอีกว่า เคยใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นในบริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร แต่ถูกที่แขน เมื่อประมาณปลายเดือน ส.ค.52 สาเหตุจากความคึกคะนองและต้องการประกาศชื่อแก็งค์ของตน

 นายสิทธิรัตน์ หรือเอ็ม หน.แก๊งค์”บูรพาท่าฉลอม “ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนกับพวกกว่า 10 คนได้นำรถยนต์ที่ติดเครื่องเสียงไปเปิดเพลงฟังกันที่บริเวณหน้าศาลเจ้าฯ เพื่อประกาศความเป็นเจ้าถิ่น ให้ผู้คนที่ผ่านมาผ่านไปทราบ จนกระทั่งดึกตนจึงเดินไปฉี่ที่ริมถนน จู่ ๆ ผู้ตายซึ่งผ่านมาบริเวณนั้น ก็ตะโกนด่าใส่หน้าตน ตนจึงกระโดดชกหน้า และเกิดการชกต่อยกันขึ้น ด้วยความที่ตนตัวเล็กกว่า จึงได้ชักอาวุธปืนที่พกอยู่ยิงใส่ผู้ตายจนเสียชีวิตทันที ก่อนหลบหนีลงไปอยู่กับพี่สาวน้าเพื่อน ที่ใต้ โดยไปรับจ้างเก็บน้ำยางได้ค่าจ้างวันละ 150 บาท ส่วนปืนที่ใช้ก่อเหตุนั้นตนซื้อมาจากเด็กชาวเขมรคนหนึ่ง ในราคา 2,000 บาท พร้อมด้วยโทรศัพท์โมบาย 1 เครื่อง