
อภิสิทธิ์โยนปทีปส่งกฤษฎีกาชี้ขาด3บิ๊กตำรวจ
"อภิสิทธิ์" โยน "ปทีป" ส่งกฤษฎีกาตีความมติ ก.ตร. ให้ 3 นายพลกลับเข้าทำงาน ชี้ ครม.ไม่เกี่ยว แต่ยืนยันยังไม่ให้ใครกลับเข้าทำงาน ปัดไม่ลงรอยกับตำรวจ ขณะที่ ป.ป.ช.เตรียมถกมติ 19 ม.ค.นี้ ชี้ให้รอศาลรัฐธรรมนูญตัดสินดีที่สุด เหน็บมติ ก.ตร.ทำให้เกิดปัญหา เผยมีแค
กลายเป็นปัญหาที่ต้องตีความกันอย่างหนัก หลังคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ยืนมติเดิมให้ 3 นายพลตำรวจ ได้แก่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) อุดรธานี กลับเข้ารับราชการหลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดอาญาและวินัยร้ายแรงกรณีสั่งสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) นำเรื่องดังกล่าวให้กฤษฎีกาตีความอีกครั้งแล้ว
"มาร์ค" โยน "ปทีป" ส่งกฤษฎีกาตีความ
เมื่อวันที่ 18 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ได้เรียก พล.ต.อ.ปทีป เข้าพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อหารือถึงทางออกภายในเรื่องที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจยืนมติเดิมเรื่องให้ พล.ต.อ. พัชรวาท พล.ต.ท.สุชาติ และ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ กลับเข้ารับราชการ หลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดอาญาและวินัยร้ายแรง โดยใช้เวลาหารือประมาณ 40 นาที
จากนั้นในเวลา 11.00 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการหารือกับ พล.ต.อ.ปทีปว่า ได้สอบถามมติ ก.ตร.ว่าตกลงสิ่งที่ ก.ตร.ทำจะดำเนินการอย่างไร ซึ่ง พล.ต.อ. ปทีปบอกว่า ก.ตร.ต้องส่งมติดังกล่าวไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เมื่อเรื่องไปถึงแล้วก็เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจในการออกคำสั่ง ซึ่งหมายถึงตัว รรท.ผบ.ตร. ส่วนกรณีของ พล.ต.อ.พัชรวาทนั้นเป็นหน้าที่ของนายกฯ แต่ รรท.ผบ.ตร.เห็นว่ายังมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายอยู่ ดังนั้นจะต้องไปหาข้อยุติทางข้อกฎหมายให้ได้เสียก่อน ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีความเป็นไปได้ว่า รรท.ผบ.ตร.จะส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา แต่ในส่วนของนายกฯ คงไม่ต้อง เพราะเข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดอยู่ที่ สตช.
ยังไม่ให้ 3 นายพลกลับเข้าทำงาน
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าดุลพินิจของนายกฯ กับ รรท.ผบ.ตร.ตรงกันแล้วใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รรท.ผบ.ตร.เห็นว่ามีปัญหาทางด้านข้อกฎหมาย ดังนั้นต้องไปแก้ปัญหาตรงจุดนี้ก่อน ซึ่งในขณะนี้คงยังไม่รับ 3 นายพลกลับเข้ารับราชการ เพราะ รรท.ผบ.ตร.ต้องไปหาข้อยุติทางข้อกฎหมายให้เกิดความชัดเจนก่อน ส่วนที่ถามว่าในส่วนของนายกฯ จะตัดสินใจอย่างไรนั้น ขอชี้แจงว่าขณะนี้เรื่องยังไม่มาถึง ยังอยู่ที่ สตช. วันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องจะมาถึงหรือเปล่า ถ้าเกิดมีข้อยุติว่าเป็นมติที่ใช้ไม่ได้ เรื่องก็ต้องกลับไปที่ ก.ตร.
ส่วนที่ถามว่าเหตุใด รรท.ผบ.ตร.ถึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ แทนที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพราะไม่มีอำนาจส่งศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามต่อข้อถามทื่ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดถึงไม่นำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. จากนั้นจึงขอมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ขอชี้แจงว่า ครม.ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ขณะนี้เป็นอำนาจของ รรท.ผบ.ตร. อีกทั้งโดยส่วนตัวก็ไม่ได้มีข้อสงสัยในเรื่องข้อกฎหมายแต่อย่างใด
เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้นายกฯ ได้แจ้งความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาไปยัง ก.ตร.แล้วทำไมจึงยังมีความเห็นแย้งอีก ทำให้ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความอีกครั้ง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก.ตร.เห็นว่าเป็นเพียงความเห็นของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเท่านั้น ไม่ใช่คณะกรรมการกฤษฎีกา ส่วนจะต้องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะไหนเป็นผู้พิจารณานั้น ไม่ทราบ ต้องถาม รรท.ผบ.ตร. เพราะในส่วนของ ก.ตร.ขณะนี้ไม่ได้เสนอให้ตีความ
ปัดไม่ลงรอยกับตำรวจ
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังตอบข้อถามผู้สื่อข่าวที่ตั้งข้อสังเกตกรณีมีความเห็นจะไม่ค่อยลงรอยกับทางตำรวจว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความเห็นทางกฎหมายของ ก.ตร. ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอะไรกัน ส่วนตัวก็ไม่ได้มีปัญหาว่าเขามีความเห็นถูกต้องหรือไม่ถูกต้องในข้อเท็จจริง แต่บอกว่าต้องปฏิบัติตามหลักกฎหมาย และรักษาหลักและระบบของบ้านเมือง
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า การยึดถือหลักการและระบบอาจจะทำให้ตำรวจบางส่วนไม่พอใจตัวนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่าใครจะพอใจหรือไม่พอใจ แต่ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึก เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ ทั้งนี้เข้าใจว่าตำรวจด้วยกันเองมีความรู้สึกอาจจะไม่พอใจคำวินิจฉัยต่างๆ แต่ในฐานะนายกฯ มีหน้าที่ต้องรักษาระบบที่ถูกต้อง
ป.ป.ช.ถก ก.ตร.มีมติสวนสวน 19 ม.ค.
วันเดียวกัน ที่สำนักงาน ป.ป.ช. น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่ ก.ตร.กลับมติ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงของ 3 นายพลว่า เรื่องนี้เป็นความเห็นสถาบันที่ขัดแย้งกัน น่าจะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยดีที่สุด ในส่วนของ ป.ป.ช.คงจะต้องคุยกันในการประชุมชุดใหญ่วันที่ 19 มกราคมนี้ อย่างไรก็ตามขณะนี้สำนักงาน ป.ป.ช.ทำหนังสือขอมติ ก.ตร.ดังกล่าวมาประกอบการพิจารณา เพื่อให้ทุกอย่างเป็นทางการ ไม่ได้เป็นการสั่งให้รัฐบาลทำงานตามมติของ ป.ป.ช.อย่างที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเข้าใจ เพียงแต่ ป.ป.ช.ไม่อยากทำงานจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เพียงอย่างเดียว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กฎหมาย ป.ป.ช.เขียนไว้ว่ามติ ป.ป.ช.ในการชี้มูลความผิดทางวินัยเป็นข้อยุติ เหตุใดจึงเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น น.ส.สมลักษณ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ในมาตรา 92 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 ซึ่งพัฒนามาจากกฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ที่หลังจากป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยไปแล้ว ผู้บังคับบัญชาหลายหน่วยงานสามารถกลับมติ ป.ป.ป.ได้ ทำให้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นเสือกระดาษ เมื่อ ป.ป.ป.พัฒนามาเป็น ป.ป.ช.จึงบัญญัติมาตราดังกล่าวขึ้นมา เมื่อให้การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น
ยัน ก.ตร.ไม่มีสิทธิ์กลับมติ ป.ป.ช.
ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกชี้มูลความผิดอาจรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะไม่มีช่องทางอุทธรณ์มติ ป.ป.ช.ได้เลย น.ส.สมลักษณ์ กล่าวว่า ผู้ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดสามารถอุทธรณ์ได้ โดยยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เช่นเดียวกับกรณีนี้หาก ก.ตร.เห็นว่าควรอุทธรณ์มติ ป.ป.ช. ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะยื่นคำร้องไปยังศาลปกครอง หากศาลวินิจฉัยออกมาอย่างไรทุกฝ่ายก็ต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว แต่ ก.ตร.กลับเปลี่ยนมติ ป.ป.ช. ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้น เพราะในมาตรา 92 ได้กำหนดข้อยกเว้นให้หน่วยงานที่สามารถตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาอุทธรณ์ มติ ป.ป.ช.ได้ มีเพียงศาลกับอัยการเท่านั้น ข้าราชการพลเรือนอื่นไม่มีสิทธิ์กลับมติ ป.ป.ช.
น.ส.สมลักษณ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ ก.ตร.มีมติให้ พล.ต.ท.สุชาติ และ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ กลับเข้ารับราชการทันทีว่า น่าจะรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน เพราะไม่เช่นนั้นทุกคนจะงงไม่รู้ว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไร เนื่องจาก ป.ป.ช.เห็นอย่างหนึ่ง ก.ตร.กลับเห็นอีกอย่างหนึ่ง หากนายตำรวจทั้ง 2 คนกลับเข้ารับราชการตาม ก.ตร. แล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาอีกอย่างหนึ่งขึ้นมา จะทำอย่างไร
"สุเทพ” ยันไร้ปัญหาแค่เห็นต่าง
ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า ขอลำดับความให้ฟังเกี่ยวกับการประชุม ก.ตร.เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า สาเหตุที่ ก.ตร.พิจารณาความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วมีมติยืนยันในมติเดิม เพราะเห็นว่าการกระทำความผิดของนายตำรวจทั้ง 3 นั้น ไม่ได้อยู่ในฐานความผิดทั้ง 4 ที่ ป.ป.ช.มีอำนาจพิจารณา ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของ ก.ตร.เห็นว่า ป.ป.ช.มีหน้าที่พิจารณาโทษความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนเกิดความเสียหาย แต่กรณีนี้เป็นเรื่องความผิดทางวินัยจึงไม่เข้าข่ายการพิจารณาของ ป.ป.ช.
"อย่ากังวลใจว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะเป็นเพียงความเห็นในข้อกฎหมายที่ไม่เหมือนกันเท่านั้น ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็พยายามหาข้อยุติ เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการออกมาอย่างหนึ่งอย่างใด ก.ตร.ก็ต้องปฏิบัติตาม เรื่องนี้ไม่ใช่ ป.ป.ช.ทำผิดหน้าที่ แต่เป็นความเห็นของ ก.ตร.ว่า ความผิดทางวินัย ไม่น่าอยู่ในฐานความผิดที่กำหนดไว้ในอำนาจการพิจารณาของ ป.ป.ช. อย่างที่ผมเคยบอกว่าถ้านักกฎหมายมานั่งคุยกัน ต่างคนก็ต่างมีความเห็นของตัวเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แม้แต่ศาลก็ยังมีทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา"
เมื่อถามว่าแม้แต่ที่ประชุมใหญ่ ก.ตร.ยังไม่สามารถปกป้องนายตำรวจทั้ง 3 คนได้ จะทำให้กระทบขวัญและกำลังใจของตำรวจหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า คงมีบ้าง ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ ก.ตร.ได้อภิปรายกัน โดยในที่ประชุม ก.ตร.ได้หารือในหลายแง่มุม แต่บางเรื่องไม่สามารถบอกให้สาธารณะรับทราบได้ เพราะจะเกิดความสับสนตามมา



