
"เทือกยันไม่มีปัญหามติ'ก.ตร.'สวน'ป.ป.ช.'
"สุเทพ ยัน ไม่มีปัญหา มติก.ตร.สวนทางการชี้มูล ป.ป.ช. ระบุสุดท้ายต้องปฏิบัติตามดุลพินิจนายกฯในฐานะผู้บังคับบัญชา เผยที่ ก.ตร.มีมติเช่นนี้ เพราะเห็นว่าป.ป.ช.ไม่มีอำนาจพิจารณาโทษทางวินัย เผย เป็นการลักลั่นทางข้อกฎหมายระหว่าง ป.ป.ช.กับหน่วยงาน ราชการ มั่นใจไ
(18ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงมติคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่ยังยืนยันให้ 3 นายตำรวจคดีสลายม็อบ 7 ต.ค.ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงกลับเข้ารับราชการ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรียืนยันไม่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ว่า ตนขอลำดับความให้ฟังเกี่ยวกับ การประชุม ก.ตร.เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า เมื่อ ป.ป.ช.มีมติสั่งลงโทษ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. และ พล.ต.ท.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ อดีต ผบก.ภ.จว.อุดรธานี นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จึงดำเนินการตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูลไปเรียบร้อยแล้ว คือ ให้ปลดออกและไล่ออก
ซึ่งตำรวจทั้ง 3 นายก็ได้ยื่นอุทธรณ์ตามที่กฎหมายตำรวจกำหนดไว้ ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองของ อนุ ก.ตร. และเห็นว่าตำรวจทั้ง 3 นายไม่น่ามีความผิด จึงเสนอ ก.ตร.ชุดใหญ่ ซึ่งเมื่อ ก.ตร.ได้ฟังเหตุผลของอนุ ก.ตร.ที่เสนอมาจึงได้มีมติเช่นนี้ออกมา ซึ่งในขณะนั้นอยู่ระหว่างการเสนอเรื่องมาถึงนายกรัฐมนตรี และขั้นตอนของ ก.ตร.ก่อนที่จะประชุมครั้งถัดไปต้องรับรองมติเดิมในการประชุมครั้งนี้ก่อนเพื่อที่จะเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งระหว่างนั้นเมื่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทราบเรื่อง จึงได้เสนอความเห็นมายังนายกรัฐมนตรี และนายอภิสิทธิ์ได้สั่งการให้ตนไปดำเนินการเรื่องดังกล่าวเพราะเห็นว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตนจึงเสนอเข้าไปในที่ประชุม ก.ตร.อีกครั้งเพื่อให้รับรองก่อนที่จะเริ่มการประชุมเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา
นายสุเทพ กล่าวว่า เมื่อที่ประชุม ก.ตร.ได้พิจารณาความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ก็มีมติยืนยันในมติเดิม เพราะเห็นว่าการกระทำความผิดของนายตำรวจทั้ง 3 นั้น ไม่ได้อยู่ในฐานความผิดทั้ง 4 ที่ ป.ป.ช.มีอำนาจพิจารณา ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของ ก.ตร.เห็นว่า ป.ป.ช.มีหน้าที่พิจารณาโทษความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนเกิดความเสียหาย แต่กรณีนี้เป็นเรื่องความผิดทางวินัยจึงไม่เข้าข่ายการพิจารณาของ ป.ป.ช. ซึ่งทั้งหมดทาง ก.ตร.มีความเห็นและตั้งใจว่าจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.เพื่อพิจารณา ถ้านายกรัฐมนตรีและ ครม.เห็นตรงกับ ก.ตร.ก็ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ แต่ขณะนี้เรื่องทั้งหมดที่กล่าวมานี้ยังไม่ถึงนายกรัฐมนตรี
แต่สมมติว่าถ้าเรื่องไปถึงนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจสั่งการ โดยเห็นว่าไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างองค์กร ไม่เห็นสมควรให้เสนอ ครม. หรือหากเสนอ ครม.แล้ว ที่ประชุม ครม.เห็นว่าไม่ควรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าเรื่องนี้จบและสุดทางของอำนาจฝ่ายบริหาร เพราะอำนาจฝ่ายบริหารอยู่ที่นายกรัฐมนตรี ซึ่ง ก.ตร.อยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาล เมื่อฝ่ายบริหารสูงสุดเห็นเป็นอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามที่รัฐบาลสั่ง จะเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ แต่ที่ ก.ตร.ยืนยันในมติเดิมเพราะเห็นว่า การพิจารณาของ ก.ตร.ยังไม่ถึงนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ได้สั่งการอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นเพียงความเห็นที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
นายสุเทพ กล่าวว่า อย่ากังวลใจว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะเป็นเพียงความเห็นในข้อกฎหมายที่ไม่เหมือนกันเท่านั้น ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็จะพยายามหาข้อยุติ เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการออกมาอย่างหนึ่งอย่างใด ก.ตร.ก็ต้องปฏิบัติตาม เมื่อถามว่าแสดงว่า ก.ตร. เห็นว่า ป.ป.ช.กระทำการที่เกินอำนาจหน้าที่ของตัวเองใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องที่ ป.ป.ช.ทำผิดหน้าที่ แต่เป็นความเห็นของ ก.ตร.ว่าความผิดทางวินัย ไม่น่าอยู่ในฐานความผิดที่กำหนดไว้ในอำนาจการพิจารณาของ ป.ป.ช. อย่างที่ตนเคยบอกว่าถ้านักกฎหมายมานั่งคุยกัน ต่างคนก็ต่างมีความเห็นของตัวเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แม้แต่ศาลก็ยังมีทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา
ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่ ป.ป.ช.ก็ต้องรู้อำนาจหน้าที่ของตัวเองใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า “ก็นั่นไง ถึงทำให้ ก.ตร.ส่วนหนึ่งเห็นว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะใช่อำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. เหมือนที่นายกรัฐมนตรีเคยบอกกับสื่อมวลชนและประชาชนว่าเมื่อขั้นตอนไปสิ้นสุดปลายทางของฝ่ายบริหาร ก.ตร.ก็ต้องปฏิบัติตาม ส่วนผู้เสียหายจะไปดำเนินการอย่างไรต่อ ถือเป็นสิทธิ์ของผู้เสียหาย ที่พูดอย่างนี้ผมไม่ได้เถียงแทน ป.ป.ช. แต่ฟังจากการอภิปรายในที่ประชุม ก.ตร. ในซีก ป.ป.ช.ถือว่าความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทุกฐานความผิดเป็นอำนาจที่ ป.ป.ช.สามารถพิจารณาได้ ”
เมื่อถามว่าการที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า มติ ก.ตร.อาจขัดรัฐธรรมนูญเกรงว่าจะเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นระหว่าง ก.ตร.กับนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนไม่เคยคิดว่านายกรัฐมนตรีตำหนิ ก.ตร. เพียงแต่นายกรัฐมนตรีแสดงความคิดเห็นว่าเคยเป็นฝ่ายค้าน เคยพิจารณาและร่างกฎหมาย ป.ป.ช. จึงมีจุดยืนว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรักษาระบบให้มีการถ่วงดุลและดูแลองค์กรอิสระ นายกรัฐมนตรีจึงเห็นว่าคนที่จะตัดสินว่าการพิจารณาของ ป.ป.ช.ผิดหรือถูกก็ต้องเป็นองค์กรอิสระด้วยกัน ซึ่งดุลพินิจของนายกรัฐมนตรีต้องเหนือกว่า ก.ตร.อยู่แล้ว ก.ตร.ไม่สามารถไปขัดแย้งนายกรัฐมนตรีได้ แต่ ก.ตร.เป็นเครื่องมือในการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลการทำงานของตำรวจ
เมื่อถามว่าแล้ว ก.ตร.จะให้ความเป็นธรรมกับ 3 นายตำรวจได้อย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ก.ตร.ทำหน้าที่ของตัวเองเรียบร้อย สมบูรณ์แล้ว แต่เมื่อทำแล้วไม่สำเร็จ เพราะอำนาจสิทธิ์ขาดไม่ได้อยู่ที่ ก.ตร. ก็ต้องยอมรับบทบาทของตัวเองว่ามีอำนาจเพียงแค่นั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีได้ตำหนินายสุเทพหรือไม่ ในฐานะที่เป็นประธาน ก.ตร.ที่ไม่ได้หารือก่อนที่จะมีการประชุม จึงทำให้ผลการประชุมออกมาในลักษณะนี้ นายสุเทพ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีคงไม่ตำหนิตน เพราะเข้าใจว่าการทำงานรูปแบบคณะกรรมการนั้น ไม่สามารถไปบอกได้ว่าจะให้หันซ้ายหรือหันขวา ซึ่งกรรมการ ก.ตร.บางคนก็เรียนกฎหมายมามากกว่าตน เราก็ไปสู้เขาไม่ได้ มีหน้าที่เพียงกำกับการประชุมให้เรียบร้อยเท่านั้น
เมื่อถามว่าแม้แต่ที่ประชุมใหญ่ ก.ตร.ยังไม่สามารถปกป้องนายตำรวจทั้ง 3 คนได้ จะทำให้กระทบขวัญและกำลังใจของตำรวจหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า คงมีบ้าง ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ ก.ตร.ได้อภิปรายกัน โดยในที่ประชุม ก.ตร.ได้มีการหารือในหลายแง่มุม แต่บางเรื่องไม่สามารถบอกให้สาธารณะรับทราบได้ เพราะจะเกิดความสับสนตามมา จึงเอาแค่ผลสรุปมาบอกให้ทราบว่าที่ประชุม ก.ตร.เห็นว่ามีความลักลั่นในการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่าง ป.ป.ช.และหน่วยงานราชการอื่น
เมื่อถามว่าผลกระทบจากการพิจารณาเรื่องนี้จะทำให้การหาตัว ผบ.ตร.คนใหม่ยิ่งยากขึ้นหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน อย่าเอาไปโยงกัน คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เป็นเรื่องนโยบายของตำรวจ และแต่งตั้งนายตำรวจคือ ผบ.ตร. ส่วน ก.ตร.มีหน้าที่กำกับการบริหารราชการ ซึ่งเป็นงานด้านปฏิบัติ มีหน้าที่ตั้งนายตำรวจระดับผู้บัญชาการลงไป จึงถือเป็นคนละส่วนกัน ตนเชื่อว่าไม่มีปัญหาที่ต้องกระทบกัน
เมื่อถามว่าแต่ตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯเตรียมยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้ถอดถอน ก.ตร.รวมถึงนายสุเทพในฐานะประธาน ก.ตร.ด้วย เพราะถือว่าความผิดได้สำเร็จแล้ว นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ทุกคนใช้สิทธิตามกฎหมายได้ แต่ทำไปแล้วจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ก็มีองค์กรที่จะตัดสินอยู่แล้ว อย่าไปกลุ้มใจ ไม่ใช่ใครขยับหน่อย ก็ปวดหัวตัวร้อน
ผู้สื่อข่าวถามว่าท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่มีปัญหากับองค์กรตำรวจอยู่บ่อยครั้ง จะกระทบต่อการทำงานหรือไม่ เพราะรัฐบาลยังต้องพึ่งพาตำรวจอยู่เป็นระยะๆ นายสุเทพ กล่าวว่า ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้มีปัญหากับตำรวจ แต่เมื่อเป็นหัวหน้ารัฐบาลต้องใช้ดุลพินิจตัดสินความเห็นที่ถกเถียงกันไปมาระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชา นายกรัฐมนตรีจึงเป็นคนที่ต้องตัดสินใจ ไม่ใช่ความขัดแย้ง นายกรัฐมนตรีเห็นว่าตำรวจเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเหมือนหน่วยงานอื่น เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีระบุว่านายสุเทพปรารภให้ฟังว่ารู้สึกลำบากใจกับการพิจารณาของ ก.ตร.ในหลายเรื่อง นายสุเทพ กล่าวว่า เป็นธรรมดา บางเรื่องตนก็เห็นด้วยกับ ก.ตร. บางเรื่องตนก็ไม่เห็นด้วย บางเรื่องเหตุผลของตนดีกว่า ก.ตร.ก็เปลี่ยนใจ แต่บางครั้งเหตุผลของ ก.ตร.เหนือกว่า ตนก็ต้องเงียบเอาไว้
เมื่อถามว่าถ้าลำบากใจคิดว่าจะคืนตำแหน่งประธาน ก.ตร.ให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบเองหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า การถามอย่างนี้ถือเป็นการถามแบบหาเรื่อง เมื่อถามว่าตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมาได้คุยกับนายกรัฐมนตรีบ้างหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า คุยกันเป็นประจำ ถ้าเป็นเรื่องสำคัญก็ไปแจ้งให้ทราบ แต่กรณี ก.ตร.นี้ ตนไม่ได้เห็นว่าเป็นปัญหาของประเทศชาติ หรือเป็นเรื่องใหญ่
เมื่อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าตำรวจจะมีความกระด้างกระเดื่องในการทำงาน เพราะที่ผ่านมาดูเหมือนจะไม่ทำงานเข้าข้างรัฐบาลเท่าที่ควร นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่จริง ตนทำงานกับตำรวจมาจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ยอมรับว่าเรื่องนี้ตำรวจบางส่วนไม่แน่ใจในการปฏิบัติหน้าที่ว่าเมื่อเข้าไปทำแล้วจะผิดกฎหมายหรือไม่ อย่างไร เขาจึงรู้สึกกลัวบ้าง
เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เคยบอกว่ามีข้อมูลใหม่ที่จะเสนอในที่ประชุม ก.ตร. ทำไมจึงไม่สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวกับมติ ก.ตร.ได้เลย นายสุเทพ กล่าวว่า ข้อมูลใหม่ที่นายกรัฐมนตรีให้นอกจากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ก็มีการอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลังจากที่ตนนำเอกสารทั้งหมดให้ ก.ตร.ไปแล้ว ก็ทำให้ ก.ตร.บางคนเปลี่ยนใจ ขณะที่ ก.ตร.ส่วนใหญ่เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นคำวินิจฉัยกรณีที่ทุจริตต่อหน้าที่ ไม่ใช่ความผิดทางวินัย เมื่อถามว่าเมื่อมติ ก.ตร.ออกมาอย่างนี้ จำเป็นต้องส่งเรื่องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลไม่เห็นด้วยก็จบ ส่งเรื่องไปไม่ได้



