
3 นศ. "กลุ่มนักเรียนเลว" เข้ารับทราบข้อกล่าวหาหลังพนักงานสอบสวน สน. ลุมพีนี ออกหมายเรียก
3 นศ. กลุ่มนักเรียนเลว เข้ารับทราบข้อกล่าวหา หลังพนักงานสอบสวน สน. ลุมพีนี ออกหมายเรียก
วันนี้ (30 พ.ย.) เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ สน.ลุมพีนี กลุ่มนักเรียนเยาวชน อายุ 16 ปี ที่ร่วมวางหมุดคณะราษฎร์ 2563 จำนวน 3 คน พร้อมผู้ปกครอง อละทนายความ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ตามหมายเรียกฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
โดย หนึ่งในเยาวชน ระบุว่า ตนถูกตำรวจออกหมายเรียก คาดว่าการจากการร่วมชุมนุม ที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พร้อมเห็นว่าการที่รัฐดำเนินคดีกับเด็กและเยาวชน เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากทุกคนมีสิทธิเสรีตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการชุมนุมดังกล่าวมีกิจกรรมร้องเพลง โดยปราศจากอาวุธ ส่วนการยื่นข้อเสนอให้ กระทรวงศึกษาธิการ ปฏิรูปในเรื่องการแต่งกาย โดยเปลี่ยนจากชุดนักเรียนเป็นชุดไปรเวท ตนมองว่าเป็นสิทธิที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ เช่นกัน
ทั้งนี้ มีการเชิญชวนให้นักเรียนแต่งชุดไปรเวทไปโรงเรียน ในพรุ่งนี้ ( 1 ธันวาคม) โดยมองว่าเป็นข้อดี เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดนักเรียน ส่วนการยกเลิกการสวมใส่ชุดนักเรียนจะเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนหรือไม่
เยาวชนมองว่าควรแก้ที่ทัศนคติของแต่ละคนมากกว่า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ การแบ่งชนชั้น
ด้าน นางสาวคุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความกลุ่มเยาวชน กล่าวว่า เบื้องต้นเยาวชนทั้ง 3 คน ปฏิเสธข้อกล่าวหา
ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากยังไม่ทราบพฤติการณ์การก่อเหตุตามหมายเรียก และยังไม่ทราบวันเวลาในการกระทำผิด พร้อมตั้งข้อสังเกตุการออกหมายเรียก และส่งตัวไปศาลเยาวชนว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ ระบุ ชี้กระบวนการควรจบในชั้นสอบสวน ไม่จำเป็นต้องไปสู่ศาลเยาวชน
ต่อมาเมื่อเวลา 16.45 น. ได้มีชายนิรนามอายุประมาณ 40-45 ปี สวมเสื้อยืดสีขาวกางเกงขาสั้นสีกรมท่า
สวมรองเท้าบูธครึ่งข้อสีดำ ได้นำเทียนไข และนำป้ายกระดาษห้อยคอ มีใจความว่า ทหารจุดเทียนตำรวจให้สถาบัน
ขบวนการยุติธรรมครูอาจารย์ผู้ข่มขู่คุกคามนักเรียน นักศึกษาขอให้เลือดทาสมันจืดจาง มาที่หน้าโรงพัก
พร้อมกับแสดงจุดยืนว่า รับไม่ได้กับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นำกฎหมายมาบังคับใช้กับเด็กนักเรียน
และเยาวชนที่มาแสดงออก ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ส่วนตัวมองว่าสังคมไทยตอนนี้โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมมันมืดบอด จึงได้นำเทียนที่จุดแล้วมาเพื่อแสดงสว่างจะส่องถึงขบวนการยุติธรรมบ้าง ทั้งนี้จะใช้เวลายืนหน้าโรงพักเพียง 1 ชม. และจะเดินทางกลับ
ขณะที่บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนเลว ในวันนี้ที่ได้นัดหมายกันว่าจะปราศรัยที่หน้าสน.ลุมพินี จนจึงขณะนี้ยังไม่มีท่าทีจะเปิดเวทีปราศรัย เนื่องจากแกนนำบางส่วนอยู่ระหว่างการสอบปากคำและรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งมีมวลชนกว่า 20 คนมาให้กำลังใจการรับทราบข้อกล่าวหาในครั้งนี้ ขณะที่ทางแกนนำส่วนหนึ่งได้เตรียมลำโพงเครื่องเสียงมาตั้งไว้ที่บริเวณหน้าโรงพัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีภาคีนักเรียน KKC และกลุ่มนักเรียนเลว ประกาศเชิญชวนนักเรียนใส่ชุดไปรเวทไปเรียนในวันที่ 1 ธันวาคม โดยนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า จะไม่ให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น เนื่องจากแต่ละโรงเรียนมีกฎระเบียบเรื่องการแต่งกายที่ชัดเจนอยู่แล้ว ขอให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจซึ่งกันและกันนั้น และต่อมาทางกลุ่มนักเรียนเลวได้เปิด 23 รายชื่อสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมการแต่งกายไปรเวท โดยจะเริ่มวันที่1 ธ.ค.นี้ ซึ่งในวันนี้ทางกลุ่มนักเรียนเลวได้ผุดแคมเปญรณรงค์ให้ใส่ชุดไปรเวท โดยมีการนำแผ่นป้ายขนาดใหญ่ไปติดบริเวณสะพานลอยตามจุดต่างๆทั่วกรุงเทพ อาทิ สะพานลอยบริเวณหน้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ,สะพานลอยบริเวณประตูน้ำ เป็นต้น
และหลังใช้เวลานานกว่า6ชั่วโมงในการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาของ 3แกนนำกนักเรียน ในข้อหา ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตามหมายเรียกของ สน.ลุมพินี เสร็จสิ้น
นางสาวคุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ชี้แจงว่า การดำเนินคดีวันนี้เป็นการรับทราบข้อกล่าวหา ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมีพฤติการณ์ว่า ไปร่วมปราศรัยในการชุมนุมวันที่ 15 ตุลาคม และเนื่องจากเป็นเยาวชนจึงมีสหวิชาชีพ ผู้ปกครอง และ บุคคลที่3แกนนำไว้วางใจคือ ส.ส.พรรคก้าวไกล เข้าร่วมทำการสอบสวนด้วย ซึ่งทั้ง3คนให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และขอทำคำให้การเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษรกับพนักงานสอบสวนภายใน30วัน
โดยยืนยันว่า การชุมนุมการปราศรัย เป็นการแสดงออกที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ และอนุสัญญาสิทธิเด็กรับรองไว้ในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเด็กมีสิทธิที่แสดงออกและตั้งข้อสังเกตุการทำงานของระบบการศึกษาและหระทรวงศึกษาธิการ
และในวันนี้หลังรับทราบข้อกล่าวหาเสร็จสิ้นก็สามารถเดินทางกลับได้เลยไม่ต้องไปศาลเด็กและเยาวชนกลางเพื่อไต่สวนการจับกุม เพราะไม่ใข่การถูกจับแต่เป็นการมาตามหมายเรียก
โดยหลังจากนี้จะนัดหมายกับพนักงานสอบสวนเพื่อไปพบสถานพินิจในภายหลัง



