ข่าว

เอกชนเชื่อมั่นอนาคตอสังหาฯรุ่ง

เอกชนเชื่อมั่นอนาคตอสังหาฯรุ่ง

18 ม.ค. 2553

หวั่นปัญหาการเมืองไม่นิ่ง ราคาน้ำมันที่ยังผันผวน, เหล็ก วัสดุก่อสร้างหลักมีแนวโน้มปรับราคาขึ้น... นั่นเป็นปัจจัยลบที่ผู้ประกอบการต้องระวัง ! แต่จากการประกาศเดินหน้าโครงการใหม่และโครงการเก่าต่อเนื่องนั้นสะท้อนถึงเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต

 โดยเห็นได้จากดัชนีความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า ที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ โดยมีผู้ประกอบการตอบแบบสอบถามจำนวน 157 บริษัท มีทั้งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ในการคำนวณดัชนีรวมจะให้น้ำหนักเท่ากัน และค่ากลางของดัชนีเท่ากับ 50 ดังนั้น หากค่าดัชนีสูงกว่าค่ากลาง มีนัยว่าผู้ประกอบการเห็นว่าเป็นภาวะที่ดี และหากดัชนีมีค่าสูงกว่าเดิม มีนัยว่าผู้ประกอบการเห็นว่าเป็นภาวะที่ดีขึ้นจากเดิม

 ขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ไตรมาส 4 /2552 พบว่า มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยดัชนีความเชื่อมั่นเท่ากับ 57.8 ซึ่งถือว่าสูงกว่าทุกไตรมาสที่ผ่านมา โดยเฉพาะสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับต่ำสุดที่ 36.3  หากแยกพิจารณาพบว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีค่าความเชื่อมั่น 65.4 ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนและปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียน มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นในไตรมาสปัจจุบัน 50.1 มีค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยจัดทำดัชนีมาเช่นกัน

 ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจพุ่งแตะ 70.4

จากค่าดัชนีดังกล่าว จะเห็นได้ว่าค่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์สูงกว่าผู้ประกอบการที่อยู่นอกตลาดเช่นเดียวกับความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า เช่นเดียวกับดัชนีความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า ประจำไตรมาส 4/2552 มีค่าเท่ากับ 70.4 ซึ่งสูงที่สุดเท่าที่ศูนย์ข้อมูลฯ ได้เคยสำรวจมาก โดยในส่วนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีค่าดัชนีความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า เท่ากับ 76.5 ปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว ซึ่งมีค่าเท่ากับ 75.9 และบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนมีค่าดัชนีความคาดหวังในอีก 6 เดือนข้างหน้า เท่ากับ 64.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาสที่แล้วซึ่งมีค่าเท่ากับ 64.0

การที่ดัชนีความเชื่อมั่นในไตรมาสปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นโดยภาพรวม สะท้อนจากมุมมองด้านบวกจากทั้งผลประกอบการ ยอดขาย การจ้างงาน และการเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนการประกอบการก็ปรับตัวดีขึ้นด้วย รวมถึงอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งมาตรการหักลดหย่อนภาษีซึ่งสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2552
ส่วนมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองที่ใกล้จะหมดอายุลงในวันที่ 28 มีนาคม 2553 ทำให้ผู้ประกอบการเร่งก่อสร้างและโอนกรรมสิทธิ์เป็นจำนวนมาก วัดได้จากตัวเลขการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มสูงมากในช่วงวันก่อนสิ้นปี อยู่ที่ 1,200 ล้านบาทต่อวัน ส่งผลให้สินเชื่อทั้งปีของธอส.อยู่ที่ 102,000 ล้านบาท เกินกว่าตามเป้าหมายที่วางไว้
สถิติปริมาณจดทะเบียนเพิ่มสวนทางมูลค่าลด 4% 

การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ/ปริมณฑล ในรอบ 11 เดือนปี 2552 เป็นอีกข้อบ่งชี้ว่าธุรกิจอสังหาฯ มีแนวโน้มเติบโต โดยพบว่ามีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ทั้งที่อยู่อาศัย ที่ดินเปล่า และอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย รวมกันประมาณ 189,300 หน่วย เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

แบ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย รวมกันประมาณ 138,500 หน่วย โดยในจำนวนนี้ เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคอนโดมิเนียมมากที่สุดประมาณ 47,400 หน่วย โดยแบ่งเป็นอาคารชุดที่โอนจากนิติบุคคล (คาดว่าเป็นอาคารชุดใหม่) 28,700 หน่วย และอาคารชุดที่โอนจากบุคคลธรรมดา (คาดว่าเป็นอาคารชุดมือสอง) 18,700 หน่วย รองลงมาเป็นทาวน์เฮ้าส์ 44,600 หน่วย และบ้านเดี่ยวประมาณ 28,600 หน่วย อาคารพาณิชย์ 13,500 หน่วย และบ้านแฝดประมาณ 4,100 หน่วย
มูลค่าการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท ทั้งที่อยู่อาศัย ที่ดินเปล่า และอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย รวมกันประมาณ 478,000 ล้านบาท ลดลง4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวมกันประมาณ 288,500 ล้านบาท โดยกรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีมูลค่าการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยสูงที่สุด ซึ่งคิดเป็น 69% ของที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด
เป็นมูลค่าการโอนบ้านเดี่ยวสูงที่สุดประมาณ 97,600 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน34% ของที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด รองลงมาเป็นมูลค่าการโอนห้องชุด ประมาณ 87,000 ล้านบาท คิดเป็น 30 %ของที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธ์ทั้งหมด ทาวน์เฮาส์มีมูลค่าประมาณ 58,400 ล้านบาท คิดเป็น 20% ของที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด

สำหรับห้องชุดคอนโดมิเนียมที่มีการโอนกรรมสิทธิ์จากนิติบุคคล คาดว่าเป็นคอนโดมิเนียมใหม่จำนวน 28,700 หน่วยนั้น มีมูลค่าการโอนรวมกันประมาณ 68,700 ล้านบาท ดังนั้น คิดเป็นราคาเฉลี่ยต่อหน่วย 2.39 ล้านบาท ในเชิงเปรียบเทียบกัน จำนวนห้องชุดคอนโดมิเนียมที่มีการโอนกรรมสิทธิ์จากบุคคลธรรมดา ซึ่งคาดว่าเป็นคอนโดมิเนียมมือสองจำนวน 16,800 หน่วยนั้น มีมูลค่าการโอน 18,300 ล้านบาท หรือประมาณ 983,000 บาทต่อหน่วย  

สำหรับอสังหาริมทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยนั้น มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวมกันประมาณ 189,500 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นมูลค่าการโอนที่ดินเปล่ามากถึง 140,700 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีทรัพย์สินรอการขายของสถาบันการเงินระบายออกมา รวมถึงการเปลี่ยนมือของเจ้าของที่ดินสู่มือผู้ประกอบการหรือกลุ่มทุนที่มีความพร้อมด้านการเงินฉวยจังหวะซื้ออสังหาฯ ในราคาถูก

ปรียา เทศนอก