
เบรกเอกชนขอขึ้นราคาปุ๋ย-แบตเตอรี่-น้ำปลา
พาณิชย์เบรกเอกชนขอขึ้นราคาปุ๋ย-แบตเตอรี่-น้ำปลา หวั่นเพิ่มภาระผู้บริโภค สั่งตรึงราคาสินค้าทุกรายการต่อ 3 เดือน เผยเล็งปล่อยอาหารกระป๋องขึ้น 1.43-2.67% อ้างเป็นไปตามต้นทุนเหล็ก
เมื่อวันที่ 17 มกราคม นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ผลิตสินค้า 3 รายการ ได้แก่ ปุ๋ย แบตเตอรี่ และน้ำปลา ยื่นหนังสือขอปรับขึ้นราคา แต่เห็นว่าแม้เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้ว ก็ยังไม่เหมาะสมที่จะปรับขึ้นราคาสินค้า เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระให้ผู้บริโภค ดังนั้นจึงขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าทุกรายการไปอีก 3 เดือน รวมถึงสินค้าที่ติดตามดูแล 202 รายการ และรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ 3.5-4% อย่างไรก็ตาม อาจมีสินค้าบางรายที่ต้องปรับขึ้นราคาตามต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นมาก โดยเฉพาะสินค้าบรรจุกระป๋อง เนื่องจากต้นทุนเหล็กที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระป๋องเป็นหลักปรับราคาสูงขึ้น
"กระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะพิจารณาภาระต้นทุน หากผู้ผลิตสินค้ารายใดไม่สามารถแบกรับภาระที่สูงขึ้น ก็สามารถเสนอในรายละเอียดมาให้กรมการค้าภายในพิจารณา ซึ่งหากเห็นว่ากระทบต่อต้นทุนที่แท้จริง ก็จะพิจารณาตามความเหมาะสมให้” นางพรทิวา กล่าว
รมว.พาณิชย์ กล่าวอีกว่า ในช่วง 3 เดือนนี้ กระทรวงจะเดินหน้าโครงการธงฟ้าเคลื่อนที่ทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพสูง กระทรวงจึงมีแผนในการดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ซึ่งแต่ละรายการสินค้ามีการติดตามดูแลอยู่แล้ว และในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 19 มกราคมนี้ กระทรวงจะเสนอสินค้าและบริการที่อยู่ในบัญชีควบคุมจำนวน 40 รายการ และบัญชีรายการสินค้าที่ต้องจับตามเป็นพิเศษอีกจำนวนกว่า 200 รายการ
นอกจากนี้กระทรวงได้จัดทำกรอบยุทธศาสตร์การค้าทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่จะทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศมีอัตราการเติบโต ในขณะที่ด้านการค้าต่างประเทศก็มีแผนในหลายด้าน จึงมั่นใจว่าจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่มีการปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าอีก 5 ปี สัดส่วนการค้าภายในและการส่งออกต่อจีดีพีจะสูงขึ้นจาก 30 ต่อ 70 เป็น 40 ต่อ 60 และกลายเป็น 50 ต่อ 50 ในอนาคต
ส่วนการทำงานร่วมกับนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจคนใหม่นั้น นางพรทิวา กล่าวว่า เคยพบปะกันมาบ้าง ก็คงเหมือนกับรองนายกฯ ที่ผ่านมาๆ คิดว่าคงไม่มีปัญหาและสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นปกติ
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบดีบุก และเหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตกระป๋อง ที่มีอยู่ 2 ราย คือ บริษัท แผ่นเหล็กวิลาสไทย จำกัด และบริษัท สยามแผ่นเหล็กวิลาส จำกัด ได้แจ้งขอปรับราคาจำหน่ายมายังกรมการค้าภายใน โดยจะปรับเพิ่มราคาเหล็กแผ่นเคลือบดีบุกและโครเมียมขึ้นอีกตันละ 5,000 บาท และจะเริ่มใช้ราคาใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ผู้ผลิตเหล็กทั้ง 2 ราย ให้เหตุผลว่า เหล็กแผ่นรีดเย็นชนิด TMBP ได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยในประเทศสามารถซื้อได้จากผู้ผลิตที่มีอยู่เพียงรายเดียวคือ บริษัท สยามยูไนเต็ดสตีล (1995) จำกัด และป้อนปริมาณความต้องการใช้ได้เพียงบางชนิดเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่ซื้อเพียง 40% ส่วนอีก 60% ต้องนำเข้าจากญี่ปุ่น โดยผู้ผลิตในประเทศได้ปรับเพิ่มราคาเหล็กแผ่นรีดเย็นในไตรมาสที่ 4 ตันละ 3,400 บาท และไตรมาส 1 ปี 2553 จะขึ้นอีกตันละ 1,000 บาท ขณะที่ราคานำเข้าเพิ่มขึ้นตันละ 160 ดอลลาร์สหรัฐ
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า จากการพิจารณาและวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุน พบว่าการที่วัตถุดิบในการผลิตกระป๋องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ผลิตได้รับผลกระทบจริง และเห็นควรให้ผู้ผลิตทั้ง 2 ราย ปรับราคาจำหน่ายเหล็กแผ่นเคลือบดีบุกได้ตันละ 4,270 บาท และเหล็กแผ่นเคลือบโครเมียมตันละ 3,670 บาท แต่ให้คงราคาจำหน่ายเดิมไปจนถึงวันที่ 31 มกราคมนี้ โดยได้เสนอให้นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์พิจารณาอนุมัติแล้ว
อย่างไรก็ตาม การปรับราคาเหล็กแผ่นเคลือบดีบุกและเคลือบโครเมียมได้ส่งผลกระทบทำให้ราคากระป๋องเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าที่ใช้กระป๋อง เช่น นมข้นหวาน ปลากระป๋อง และผลไม้กระป๋อง คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นกระป๋องละ 0.38-0.80 บาท หรือเพิ่มขึ้น 1.43-2.67% ซึ่งกรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตสินค้าดังกล่าวรับภาระไปก่อน เพราะต้นทุนกระทบเพียงเล็กน้อย
สถานการณ์การผลิตเหล็กแผ่นเคลือบดีบุกและเหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม ขณะนี้มีผู้ผลิตในประเทศเพียง 2 ราย คือ แผ่นเหล็กวิลาสไทย มีส่วนแบ่งตลาด 68% และสยามแผ่นเหล็กวิลาส ส่วนแบ่งตลาด 32% ขณะที่ผู้ผลิตเหล็กรีดเย็นชนิด TMBP ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิต มีเพียงรายเดียว คือ สยามยูไนเต็ดสตีล (1995) ซึ่งมีการประสานงานไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการรายใหม่ เพื่อให้ตลาดในประเทศมีการแข่งขันมากขึ้น



