ข่าว

ถึงยุคลงทุน"ทองกระดาษ""ตู้แดง"สะเทือนต้องดิ้นเพื่ออยู่รอด

ถึงยุคลงทุน"ทองกระดาษ""ตู้แดง"สะเทือนต้องดิ้นเพื่ออยู่รอด

18 ม.ค. 2553

ท่ามกลางกระแสการลงทุนที่ "ร้อนแรง" ในตลาดทองคำ และการลงทุนทองรูปแบบใหม่ในประเทศไทย นั่นคือ การซื้อขายสัญญาล่วงหน้าทองคำ (โกลด์ฟิวเจอร์ส) ที่จะเข้ามาแทนที่การออมและการลงทุนแบบดั้งเดิม กำลังสร้างปัญหาให้แก่ธุรกิจค้าทองคำและร้านค้าปลีกทองคำ

หรือที่เรียกว่า ตู้แดง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโกลด์ฟิวเจอร์ส เตรียมที่จะลดขนาดสัญญาการลงทุนให้เล็กลงเหลือน้ำหนักทองคำ 10 บาทต่อสัญญา ขณะที่พฤติกรรมการซื้อทองคำของคนไทยก็เปลี่ยนไป จากซื้อทองเป็นเครื่องประดับ เพื่อแสดงถึงฐานะความมั่งคั่ง กลายเป็นซื้อทองคำแท่งเพื่อการลงทุน
 
 มินิโกลด์แย่งลูกค้าร้านทองรายย่อย

 นายชุมพล พิทยานนท์ ประธานชมรมผู้ค้าปลีกทองคำแห่งประเทศไทย สะท้อนให้ฟังว่า ปัจจุบันความนิยมของคนไทยที่สวมใส่ทองเป็นเครื่องประดับแบบที่เรียกว่าตู้ทองเคลื่อนที่นั้น ได้เปลี่ยนไปแล้ว ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีน้อยลง และเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี จึงเป็นสาเหตุให้ตนต้องการสร้างเครือข่ายร้านทองขึ้น เพื่อให้ธุรกิจมีความยั่งยืน แต่ในช่วงหลังๆ มีเรื่องเกี่ยวกับความอยู่รอดของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 "ตอนนี้เหมือนกับต่างชาติที่เข้ามาตีโชห่วย แต่โชห่วยก็ไม่ได้ตายจากไปไหน แต่ได้กลายเป็นร้านเซเว่นฯ ผมจึงอยากทำให้ร้านทองเป็นเหมือนเซเว่นฯ ให้ได้ เพื่อที่จะไม่ต้องยกให้ใครไป"

 โดยกรณีที่ตลาดอนุพันธ์เปิดให้มีการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ หรือ โกลด์ฟิวเจอร์สนั้น ตนไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกแล้ว แต่ได้รับคำชี้แจงว่ามีความจำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้น จึงขอทำก่อน แต่จะเขยิบขนาดของสัญญาจากที่คิดว่าจะเริ่มที่ 10 บาทต่อสัญญา เป็น 50 บาท พอปีนี้เมื่อตลาดอนุพันธ์จะเปิดให้มีการซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส ที่มีขนาดเล็กลงคือ 10 บาทต่อสัญญา จึงคิดว่าไม่ควรให้เกิดขึ้น เพราะเท่ากับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มคนรายย่อยเข้ามาซื้อขายได้ง่ายขึ้น ทั้งๆ ที่มองว่าเมื่อโกลด์ฟิวเจอร์สเกิดขึ้นมาแล้ว น่าจะทำให้คนได้เรียนรู้การลงทุนให้ดีเสียก่อน

 เพราะการซื้อขายทองคำล่วงหน้ามีความผันผวนค่อนข้างสูง จึงมีความเสี่ยงสูง ดังนั้นการจะเข้ามาลงทุนได้จะต้องมีคุณสมบัติคือ มีความรู้ถึง เงินถึง และใจถึง เรื่องนี้เป็นเรื่อง ซีโร่ ซัม เกม ที่เมื่อมีคนได้ก็จะต้องคนเสีย

 หากจะเปิดให้ซื้อขายทองคำล่วงหน้าขนาด 10 บาทต่อสัญญา ซึ่งตนเป็นคนแรกที่ใช้คำว่า มินิโกลด์ จะมีผลเสียเกิดขึ้นแน่นอนคือ 1.ทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปจริงๆ จากการเก็บออมทองคำจริง กลายเป็นการถือกระดาษ และคนซื้อทองคำจริงๆ น้อยลงแน่นอน 2.การลดขนาดสัญญาให้เล็กลง จะเป็นการกระตุ้นให้รายย่อยเข้ามาเล่นมากขึ้น กลายเป็นการซื้อขายอนาคต แทนที่จะอยู่กับความจริง และส่วนตัวคิดว่าการลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์ส จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้วยซ้ำไม่ใช่ป้องกันความเสี่ยงเลย

 "ขนาดผมเองเป็นผู้ที่อยู่กับข้อมูล มีความได้เปรียบกว่าผู้ลงทุนคนอื่นๆ อีกหลายคน ยังแทบเอาตัวไม่รอดเลย เพราะหากขาดทุน ก็จะขาดทุนหนักมาก ซึ่งผมยังไม่ไหวเลย นับประสาอะไรกับคนอื่น ทั้งๆ ที่ผมอยู่กับข้อมูลความเคลื่อนไหวของราคาทอง และการวิเคราะห์ เรื่องการลงทุนนี้ถือว่ายากมาก จากการทดลองของผมทำให้คิดได้ว่าจะเขียนหนังสือเรื่อง ความน่ากลัวของโกลด์ฟิวเจอร์ส" นายชุมพลกล่าวและว่า ผลกระทบสุดท้ายคือ ร้านทองที่จะต้องปิดตัวไปในที่สุด ซึ่งธุรกิจทองไม่ได้อยู่แค่ร้านทองกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับแรงงานอีกหลายแสนคนด้วย

 ดิ้นสร้างแบรนด์กระตุ้นคนซื้อ

 ดังนั้นจากพฤติกรรมของคนไทยที่เปลี่ยนไป จึงมีแนวคิดที่จะกระตุ้นให้คนไทยหันมาออมทองในรูปของทองคำจริงๆ อีกครั้ง โดยจะทำทองคำแท่งขึ้นมาขาย ซึ่งระยะแรกจะชวนกลุ่มร้านค้าปลีกทองคำใน จ.นครปฐมที่ตนมีร้านอยู่ร่วมกันทำก่อน ซึ่งจะต้องสร้างแบรนด์และความน่าเชื่อถือ สร้างความเชื่อมั่นของประชาชนด้วย โดยจะเน้นสอนให้คนเก็บออมเพื่อความมั่นคง แต่คงจะทำได้แบบค่อยเป็นค่อยไป และถือเป็นการปรับตัวธุรกิจของร้านค้าทองคำเองด้วย

 อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อยากไปขัดความเจริญทางเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ทางตลาดอนุพันธ์ได้ตกลงที่จะชะลอการซื้อขายมินิโกลด์ออกไป จากเดิมที่จะเปิดให้ซื้อขายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยจะทำการศึกษาถึงผลกระทบอีกครั้ง ซึ่งหากแล้วเสร็จก็คงจะต้องมานั่งคุยกันอีก

 ด้านสมาคมค้าทองคำ ซึ่งมีนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี เป็นนายกสมาคม ได้นำเสนอภาพรวมของธุรกิจค้าทองคำในประเทศว่า ขณะนี้แย่ลง จากก่อนหน้านี้ที่การขายทองรูปพรรณถือเป็นสินค้าหลักของร้านทอง แต่ระยะหลังยอดขายทองรูปพรรณลดลง เปลี่ยนเป็นการขายทองคำแท่งเพื่อเก็งกำไร ซ้ำการค้าขายทองคำแท่งยังถูกตลาดซื้อขายล่วงหน้าแย่งลูกค้าไปมาก หากมีการลดขนาดสัญญาโกลด์ฟิวเจอร์สลงเหลือ 10 บาท ก็เชื่อว่าจะทำให้การค้าทองแย่ลงกว่าเดิม

 โดยธุรกิจค้าทองคำ มีผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมหลายส่วน เช่น ลูกจ้างพนักงานร้านทอง ช่างทอง ช่างฝีมือ โรงงานประกอบทองรูปพรรณ ร้านค้าทองทั่วประเทศ บริษัทนำเข้าส่งออกทองคำ บริษัทหลอมทองคำ ซึ่งรวมแล้วถือว่าเป็นธุรกิจที่มีการจ้างงานสูงและมีครอบครัวของผู้ที่อยู่ในอาชีพค้าทองคำนับหลายแสนราย อาจเดือดร้อนเพราะร้านค้าทองคำที่ต้องปิดตัวลง

 เตือน"ทองกระดาษ"ความเสี่ยงสูง

 นายจิตติ คาดการณ์ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าร้านทองทั่วประเทศที่มีราว 6,000 แห่ง จะปิดกิจการลงเหลือเพียง 10% หรือเหลือเพียงประมาณ 600 แห่งเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น การซื้อขายทองคำลดลง และส่งผลให้ธุรกิจร้านทองซบเซาลง อีกทั้งนักลงทุนบางส่วนหันไปลงทุนซื้อขายในตลาดทองคำล่วงหน้ามากกว่าการซื้อขายทองคำแท่งจริง

 ส่งผลให้การออมทองคำของประชาชนคนไทยเมื่อปี 2552 ที่ผ่านมาเป็นปีแรกติดลบ และติดลบเยอะมาก โดยตัวเลขล่าสุด 9 เดือนแรกของปีที่แล้ว มีการนำเข้าทอง 80 กว่าตัน แต่ส่งออกไป 178 ตัน ซึ่งแสดงว่าการออมของคนไทยลดลง มีแต่การนำทองคำที่เก็บสะสมไว้ออกมาขายกันมาก เพราะราคาทองปรับตัวขึ้นไปสูงมาก

 สำหรับปี 2553 ยังมองว่าราคาทองมีความผันผวนขึ้นลงมาก แต่คาดว่าทิศทางราคาจะดีกว่าปีที่ผ่านมา และทำให้คนสนใจการลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงก็ย่อมมีมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะการลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์ส หากนักลงทุนขาดความรู้ความเข้าใจ และมีการนำมินิโกลด์ ฟิวเจอร์ส เข้ามาซื้อขายด้วยแล้ว ก็จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่ตลาด ซึ่งสิ่งที่เป็นกังวลอยู่ นอกจากจะกระทบกับนักลงทุนรายย่อยแล้ว ยังเกรงว่าโบรกเกอร์ที่รับเทรดเฉพาะโกลด์ฟิวเจอร์ส เพียงอย่างเดียวก็มีความเสี่ยงที่จะล้มละลายเหมือนอย่างโบรกเกอร์ในจีนที่เกิดความเสียหาย ซึ่งในปีที่แล้วต้องล้มละลายไปแล้วกว่า 12 แห่ง

 "เมื่อปีก่อนโบรกเกอร์จีนล้มละลาย เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าทองคำ เนื่องจากราคาทองมีความผันผวนแรง ทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง เพราะมีทุนรองรับไม่พอ ซึ่งโบรกเกอร์ไทยก็มีโอกาสที่จะเป็นเหมือนจีนเช่นกัน" นายกสมาคมค้าทองคำกล่าว

 ส่วนผลกระทบที่มีต่อร้านค้าทองคำนั้น ทำให้ร้านค้าต้องปรับตัวต่อเนื่อง เพราะในปีนี้ยังจะมีรูปแบบการลงทุนทองคำแบบอื่นๆ ออกมาอีก ซึ่งนอกจากเรื่องของโกลด์ฟิวเจอร์ส ขนาด 10 บาท ที่พูดถึงกัน แต่ชะลอการเปิดซื้อขายออกไปแล้ว ยังมีกองทุนที่ลงทุนในทองคำเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก รวมถึงกองทุนอีทีเอฟ (กองทุนที่อ้างอิงราคาทองคำ) ด้วยอีก

 "ตอนนี้กำลังจะมีการลงทุนในทองคำรูปแบบอื่นๆ ออกมาอีกมาก ซึ่งเป็นการลงทุนในทองคำที่เรียกว่าเป็นทองกระดาษ ไม่ใช่การซื้อขายแบบดั้งเดิมที่ซื้อขายทองคำแท่ง ทำให้ธุรกิจค้าทองคำแท่งเองจะต้องคิดกลยุทธ์ใหม่ๆ ออกมาเพื่อปรับตัวและพัฒนาเพื่อให้อยู่รอดให้ได้ ถือเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ของธุรกิจค้าทองคำเลยทีเดียว และหากใครปรับตัวดีก็ดีไป แต่หากปรับตัวไม่ได้ก็อาจจะต้องปิดตัวลง" นายจิตติกล่าว

 นายจิตติกล่าวด้วยว่า การเพิ่มทางเลือกการลงทุนและการออมทำได้เป็นเรื่องดี แต่น่าจะให้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ควรคำนึงถึงข้อดีข้อเสีย ผลกระทบต่อรายย่อย ผลกระทบกับสังคม ถ้าสังคมดี แล้วร้านค้าทองไม่ดีก็ต้องทำใจ แต่ถ้าสังคมไม่ดีแล้ว จะยิ่งแย่กันไปใหญ่ ดังนั้นต้องชั่งน้ำหนักให้ดี