ข่าว

ชงรับจำนำน้ำตาลทรายโควตาข.ของบ1,150 ล้านบาท-คาดเปิดรับได้1ล้านกระสอบ

ชงรับจำนำน้ำตาลทรายโควตาข.ของบ1,150 ล้านบาท-คาดเปิดรับได้1ล้านกระสอบ

17 ม.ค. 2553

สอน.ชงบอร์ดกองทุนอ้อยฯ พิจารณารับจำนำน้ำตาลทรายดิบโควตา ข. ประมาณ 1 ล้านกระสอบ คาดใช้งบ 1,150 ล้านบาท ช่วยลดต้นทุนการเงินให้โรงงาน พร้อมเสนอปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ชาวไร่ปลูกอ้อย ลดต้นทุนเงินกู้หนุนชาวไร่ได้กำไรเพิ่ม

 นายวีระศักดิ์ ขวัญเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนอ้อยและน้ำตาลในวันที่ 18 มกราคมนี้ สำนักงานกองทุนจะเสนอที่ประชุมพิจารณาอนุมัติหลักการเรื่องการรับจำนำน้ำตาลทรายดิบโควตา ข. เพื่อช่วยเพิ่มรายได้จากอัตราดอกเบี้ยให้แก่กองทุนอ้อยฯ เนื่องจากปกติกองทุนจะต้องนำเงินไปฝากไว้กับสถาบันการเงิน แต่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากค่อนข้างต่ำ ทำให้กองทุนได้รับผลตอบแทนต่ำตามไปด้วย ซึ่งหากที่ประชุมเห็นชอบก็จะไปจัดทำรายละเอียดการรับจำนำน้ำตาลโควตา ข. อีกครั้ง

 "การรับจำนำน้ำตาลโควตา ข. จะช่วยลดภาระต้นทุนการเงินให้แก่โรงงานน้ำตาล และยังช่วยให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากการหารือกับโรงงานน้ำตาลและชาวไร่อ้อย ต่างก็เห็นด้วยกับแนวทางของสำนักงานกองทุน" นายวีระศักดิ์ กล่าว

 ทั้งนี้สำนักงานกองทุนประเมินเบื้องต้นว่าจะสามารถรับจำนำน้ำตาลทรายดิบได้ประมาณ 1 ล้านกระสอบ จากปริมาณน้ำตาลที่บริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด ต้องนำน้ำตาลทรายโควตา ข.ส่งออกปีละ 4 ล้านกระสอบ โดยกองทุนจะรับจำนำน้ำตาลทรายที่กระสอบละ 1,150 บาท คาดว่าจะใช้งบประมาณเปิดรับจำนำน้ำตาลทั้งหมด 1,150 ล้านบาท เนื่องจากกองทุนงบประมาณจำกัดจึงไม่สามารถเปิดรับจำนำได้ทั้งหมด 4 ล้านกระสอบ เนื่องจากต้องใช้เงินมากถึง 4,600 ล้านบาท

 นอกจากนี้ สำนักงานกองทุนจะเสนอที่ประชุมปล่อยกู้เพื่อการปลูกอ้อยให้แก่ชาวไร่ อัตราดอกเบี้ยแค่ 3% เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ชาวไร่ ซึ่งหากชาวไร่ต้นทุนลดลง จะทำให้มีโอกาสได้ประโยชน์จากราคาน้ำตาลที่ปรับสูงขึ้นได้ โดยจะพยายามผลักดันปล่อยกู้ให้ทันการปลูกอ้อยฤดูฝนที่จะเริ่มเดือนพฤษภาคมนี้ หากที่ประชุมเห็นชอบก็จะประเมินว่ากองทุนจะกำหนดวงเงินสินเชื่อให้ชาวไร่ได้จำนวนเท่าไหร่ 

 นายวีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันกองทุนอ้อยฯ เป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท และปีนี้กำหนดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวม 8,400 ล้านบาท และมีหนี้ที่ต้องชำระค่าอ้อยฤดูผลิตปี 2549/2550 จำนวน 5,277 ล้านบาท กำหนดชำระเงินต้นเดือน เมษายนนี้ จำนวน 700 ล้านบาท โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งงบประมาณชดเชยดอกเบี้ยให้ 200 ล้านบาท และต้องชำระหนี้ให้โรงงานน้ำตาล จากการที่ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายต่ำกว่าราคาขั้นต้น ซึ่งปีนี้ต้องชำระ 591 ล้านบาท รวมปีนี้กองทุนต้องชำระหนี้ 9,691 ล้านบาท โดยกองทุนมีรายได้ปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท จึงสามารถชำระหนี้ได้ตามแผน