
ได้ฤกษ์ทดลองบิน"เรือเหาะ"สายลับเหินเวหา3จังหวัดใต้
หลังจากรอยลโฉมกันมานานหลายเดือนก็ได้ฤกษ์ที่ "เรือเหาะตรวจการณ์" มูลค่ากว่า 350 ล้านบาท ของกองทัพบกก็ได้ขึ้นทดลองการบินเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา ท่ามกลางการจับตาว่า ของเล่นไฮเทคของ ทบ.ชิ้นนี้ จะใช้งานได้คุ้มค่าแค่ไหน
หัวหน้าชุดเฝ้าตรวจทางอากาศ ซึ่งรับผิดชอบเรือเหาะ เผยถึงรายละเอียดในการบินวันแรกว่า เป็นการบินเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ เนื่องจากยังติดตั้งกล้องตรวจการณ์ไม่เสร็จ โดยทำการบินประมาณ 10 กม. รอบค่ายกองพลทหารราบที่ 15 จ.ปัตตานี
เบื้องต้นการทำงานของเครื่องยนต์ปกติ ส่วนกล้องตรวจการณ์จะเริ่มดำเนินการติดตั้งตั้งแต่วันที่ 15 มกราคมเป็นต้นไป
ส่วนที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เรือเหาะจะใช้งานจริงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้แค่ไหน เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นป่าเขา ประกอบกับมีฝนตกบ่อยครั้ง ผิดกับประเทศที่ใช้เรือเหาะที่มักมีสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบกลางทะเลทรายนั้น เขาก็มองว่า ไม่ได้เป็นปัญหา
โดยรูปแบบเรือเหาะหลักๆ มี 2 ประเภท คือ 1.แบบ stat ซึ่งเป็นเรือเหาะไม่มีเครื่องยนต์ ลอยนิ่งอยู่กับที่ มักนำมาใช้ในสภาพภูมิประเทศที่เป็นทะเลทรายเพื่อจับตาสิ่งผิดปกติ
2.แบบ airship ซึ่งเป็นแบบที่ ทบ.นำมาใช้ในปัจจุบัน เป็นเรือเหาะติดเครื่องยนต์ มีเครื่องบินบังคับ ใช้สำหรับภารกิจลาดตระเวน
หัวหน้าชุดเฝ้าตรวจทางอากาศ ยอมรับว่า ข้อจำกัดของเรือเหาะ คือ ไม่สามารถปฏิบัติงานในตอนที่ฝนตกได้ และอาจไม่สามารถส่องทะลุป่าเขาได้ก็จริง แต่ภารกิจส่วนนี้ก็มีเฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ของกองทัพมาช่วยเติมเต็มได้อยู่แล้ว
ขณะที่ประสิทธิภาพสูงสุดของเรือเหาะ คือ การบินตรวจการณ์ในพื้นที่ชุมชนและในเขตเมือง เพื่อตรวจตราสิ่งผิดปกติ ซึ่งเชื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่มาก
หัวหน้าชุดเฝ้าตรวจทางอากาศ ระบุว่า ในช่วงตั้งแต่วันที่ 21-31 มกราคม จะมีการสาธิตการใช้งานจริงต่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก โดยจะมีการลิงก์สัญญาณภาพไปที่ บก.ทบ. เพื่อประเมินผลการใช้งาน ก่อนจะมีการกำหนดภารกิจในพื้นที่ต่อไป
ขณะที่แหล่งข่าวชุดปฏิบัติการรายหนึ่ง กล่าวถึงผลการบินในวันแรกเครื่องยนต์ทำงานเป็นปกติดี หลังจากนี้จะต้องรอติดตั้งกล้องประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะทดสอบการใช้งานต่อไป
สำหรับภารกิจของเรือเหาะหลักๆ จะมี 3 ส่วน คือ 1.ด้านยุทธการ 2.ด้านการข่าว 3.ด้านกิจการพลเรือน โดยจะมีการเชื่อมสัญญาณภาพไปยังกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) รวมทั้งหน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) ทั้ง 26 หน่วยในพื้นที่เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงาน
ส่วนวงรอบในการปฏิบัติภารกิจ เบื้องต้นจะมีการบินช่วงเช้า 4 ชั่วโมง ช่วงบ่าย 4 ชั่วโมง ส่วนในตอนกลางคืน หากมีการร้องขอก็จะออกปฏิบัติภารกิจ โดยเรือเหาะมีกล้องอินฟราเรดที่สามารถจับอุณหภูมิความร้อนของมนุษย์ จึงสามารถ "มองเห็นในที่มืด" ได้ชัดเจน
เขายกตัวอย่างประโยชน์ที่จะได้จากเรือเหาะว่า หากกล้องสามารถจับภาพความผิดปกติที่พื้นได้ก็จะถ่ายทอดให้ชุด ฉก.ในพื้นที่ทันที หรือหากพบการรวมกลุ่มของบุคคลต้องสงสัยในตอนกลางคืนก็สามารถรายงานได้เช่นกัน
สำหรับเรือเหาะดังกล่าวจะติดตั้งตรวจการณ์ 2 ตัว และสามารถเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 60 กม./ชั่วโมง โดยสามารถบินได้ต่อเนื่องนานถึงครั้งละ 6 ชั่วโมง
ส่วนสมรรถนะของกล้องตรวจการณ์เท่าที่เคยทดสอบ สามารถซูมเห็นภาพเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน
แหล่งข่าวยังกล่าวถึงขั้นตอนการคัดเลือกนักบินเรือเหาะที่มีทั้งหมด 8 คนด้วยว่า ทั้งหมดถูกคัดเลือกจากนักบินของ ทบ. โดยเขาและเพื่อนอีกคนได้รับการฝึกบินก่อนที่สนามบินอู่ตะเภา จ.ชลบุรี จากนั้นถึงจะมีการถ่ายทอดเทคนิคการบินให้เพื่อนอีก 6 คน
โดยนักบินส่วนใหญ่มีพื้นฐานนักบินเฮลิคอปเตอร์มาก่อน จึงไม่มีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์กลไก เพราะ ฮ.มีความซับซ้อนกว่ามาก แต่เทคนิคที่ต้องเรียนเพิ่มเติม คือ การขึ้น-ลงของเรือเหาะ
โดยเฉพาะขั้นตอนการลงที่ต้องระมัดระวังมาก เพราะบ่อยครั้งจะลงยาก เนื่องจากภายในเรือเหาะมีก๊าซฮีเลียม หากอากาศที่พื้นร้อนและเบากว่าก๊าซฮีเลียม ก็จะทำให้ลงได้ลำบาก จึงต้องแก้ไขด้วยการทำมุมลงให้เหมาะสมถึงจะลงจอดได้
แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวทิ้งท้ายว่า เรือเหาะของ ทบ.น่าจะช่วยสร้างประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่มากก็น้อย แต่ก็คงไม่ถึงขั้นไร้ประโยชน์เลยอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะการจับตาความเคลื่อนไหวผู้ต้องสงสัย และการคุ้มครองชีวิตผู้บริสุทธิ์
ทีมข่าวความมั่นคง



