ข่าว

ได้ฤกษ์ทดลองบิน"เรือเหาะ"สายลับเหินเวหา3จังหวัดใต้

ได้ฤกษ์ทดลองบิน"เรือเหาะ"สายลับเหินเวหา3จังหวัดใต้

18 ม.ค. 2553

หลังจากรอยลโฉมกันมานานหลายเดือนก็ได้ฤกษ์ที่ "เรือเหาะตรวจการณ์" มูลค่ากว่า 350 ล้านบาท ของกองทัพบกก็ได้ขึ้นทดลองการบินเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา ท่ามกลางการจับตาว่า ของเล่นไฮเทคของ ทบ.ชิ้นนี้ จะใช้งานได้คุ้มค่าแค่ไหน

หัวหน้าชุดเฝ้าตรวจทางอากาศ ซึ่งรับผิดชอบเรือเหาะ เผยถึงรายละเอียดในการบินวันแรกว่า เป็นการบินเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ เนื่องจากยังติดตั้งกล้องตรวจการณ์ไม่เสร็จ โดยทำการบินประมาณ 10 กม. รอบค่ายกองพลทหารราบที่ 15 จ.ปัตตานี

 เบื้องต้นการทำงานของเครื่องยนต์ปกติ ส่วนกล้องตรวจการณ์จะเริ่มดำเนินการติดตั้งตั้งแต่วันที่ 15 มกราคมเป็นต้นไป

 ส่วนที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เรือเหาะจะใช้งานจริงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้แค่ไหน เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นป่าเขา ประกอบกับมีฝนตกบ่อยครั้ง ผิดกับประเทศที่ใช้เรือเหาะที่มักมีสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบกลางทะเลทรายนั้น เขาก็มองว่า ไม่ได้เป็นปัญหา

 โดยรูปแบบเรือเหาะหลักๆ มี 2 ประเภท คือ 1.แบบ stat  ซึ่งเป็นเรือเหาะไม่มีเครื่องยนต์ ลอยนิ่งอยู่กับที่ มักนำมาใช้ในสภาพภูมิประเทศที่เป็นทะเลทรายเพื่อจับตาสิ่งผิดปกติ

 2.แบบ airship ซึ่งเป็นแบบที่ ทบ.นำมาใช้ในปัจจุบัน เป็นเรือเหาะติดเครื่องยนต์ มีเครื่องบินบังคับ ใช้สำหรับภารกิจลาดตระเวน

 หัวหน้าชุดเฝ้าตรวจทางอากาศ ยอมรับว่า ข้อจำกัดของเรือเหาะ คือ ไม่สามารถปฏิบัติงานในตอนที่ฝนตกได้ และอาจไม่สามารถส่องทะลุป่าเขาได้ก็จริง แต่ภารกิจส่วนนี้ก็มีเฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ของกองทัพมาช่วยเติมเต็มได้อยู่แล้ว

 ขณะที่ประสิทธิภาพสูงสุดของเรือเหาะ คือ การบินตรวจการณ์ในพื้นที่ชุมชนและในเขตเมือง เพื่อตรวจตราสิ่งผิดปกติ ซึ่งเชื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่มาก

 หัวหน้าชุดเฝ้าตรวจทางอากาศ ระบุว่า ในช่วงตั้งแต่วันที่ 21-31 มกราคม จะมีการสาธิตการใช้งานจริงต่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก โดยจะมีการลิงก์สัญญาณภาพไปที่ บก.ทบ. เพื่อประเมินผลการใช้งาน ก่อนจะมีการกำหนดภารกิจในพื้นที่ต่อไป

 ขณะที่แหล่งข่าวชุดปฏิบัติการรายหนึ่ง กล่าวถึงผลการบินในวันแรกเครื่องยนต์ทำงานเป็นปกติดี หลังจากนี้จะต้องรอติดตั้งกล้องประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะทดสอบการใช้งานต่อไป

 สำหรับภารกิจของเรือเหาะหลักๆ จะมี 3 ส่วน คือ 1.ด้านยุทธการ 2.ด้านการข่าว 3.ด้านกิจการพลเรือน โดยจะมีการเชื่อมสัญญาณภาพไปยังกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) รวมทั้งหน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) ทั้ง 26 หน่วยในพื้นที่เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงาน

 ส่วนวงรอบในการปฏิบัติภารกิจ เบื้องต้นจะมีการบินช่วงเช้า 4 ชั่วโมง ช่วงบ่าย 4 ชั่วโมง ส่วนในตอนกลางคืน หากมีการร้องขอก็จะออกปฏิบัติภารกิจ โดยเรือเหาะมีกล้องอินฟราเรดที่สามารถจับอุณหภูมิความร้อนของมนุษย์ จึงสามารถ "มองเห็นในที่มืด" ได้ชัดเจน

 เขายกตัวอย่างประโยชน์ที่จะได้จากเรือเหาะว่า หากกล้องสามารถจับภาพความผิดปกติที่พื้นได้ก็จะถ่ายทอดให้ชุด ฉก.ในพื้นที่ทันที หรือหากพบการรวมกลุ่มของบุคคลต้องสงสัยในตอนกลางคืนก็สามารถรายงานได้เช่นกัน

 สำหรับเรือเหาะดังกล่าวจะติดตั้งตรวจการณ์ 2 ตัว และสามารถเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 60 กม./ชั่วโมง โดยสามารถบินได้ต่อเนื่องนานถึงครั้งละ 6 ชั่วโมง

 ส่วนสมรรถนะของกล้องตรวจการณ์เท่าที่เคยทดสอบ สามารถซูมเห็นภาพเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน

 แหล่งข่าวยังกล่าวถึงขั้นตอนการคัดเลือกนักบินเรือเหาะที่มีทั้งหมด 8 คนด้วยว่า ทั้งหมดถูกคัดเลือกจากนักบินของ ทบ. โดยเขาและเพื่อนอีกคนได้รับการฝึกบินก่อนที่สนามบินอู่ตะเภา จ.ชลบุรี จากนั้นถึงจะมีการถ่ายทอดเทคนิคการบินให้เพื่อนอีก 6 คน

 โดยนักบินส่วนใหญ่มีพื้นฐานนักบินเฮลิคอปเตอร์มาก่อน จึงไม่มีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์กลไก เพราะ ฮ.มีความซับซ้อนกว่ามาก แต่เทคนิคที่ต้องเรียนเพิ่มเติม คือ การขึ้น-ลงของเรือเหาะ

 โดยเฉพาะขั้นตอนการลงที่ต้องระมัดระวังมาก เพราะบ่อยครั้งจะลงยาก เนื่องจากภายในเรือเหาะมีก๊าซฮีเลียม หากอากาศที่พื้นร้อนและเบากว่าก๊าซฮีเลียม ก็จะทำให้ลงได้ลำบาก จึงต้องแก้ไขด้วยการทำมุมลงให้เหมาะสมถึงจะลงจอดได้

 แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวทิ้งท้ายว่า เรือเหาะของ ทบ.น่าจะช่วยสร้างประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่มากก็น้อย แต่ก็คงไม่ถึงขั้นไร้ประโยชน์เลยอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะการจับตาความเคลื่อนไหวผู้ต้องสงสัย และการคุ้มครองชีวิตผู้บริสุทธิ์


ทีมข่าวความมั่นคง