
บทพิสูจน์ฉายา"หล่อหลักลอย"
อีกครั้งที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาย้ำในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับมติที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่มี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นประธาน เมื่อวันที
ที่มีมติยืนตามมติเดิมให้ 3 นายพลตำรวจ ได้แก่ "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" อดีต ผบ.ตร. "พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว" อดีต ผบช.น. และ "พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์" อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี กลับเข้ารับราชการ
ซึ่งเป็นมติสวนคำวินิจฉัยของ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ คดีปล่อยปละละเลยให้กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองและเสื้อแดงปะทะกันที่ จ.อุดรธานี ซึ่งมีโทษปลดออก หรือไล่ออกเท่านั้น และนายกฯ อภิสิทธิ์มีคำสั่ง "ปลดออก" พล.ต.อ.พัชรวาท ส่วน พล.ต.ท.สุชาติ และ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ "พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ" รักษาการ ผบ.ตร. มีคำสั่ง "ปลดออก"
ต่อมา 3 นายพลได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.ตร. และ ก.ตร.มีมติว่า ทั้ง 3 นายไม่มีความผิด แต่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" เห็นว่า มติของ ก.ตร.ขัดกฎหมาย เนื่องจากฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. และสั่งให้ "สุเทพ" นำเรื่องเข้าพิจารณาใน ก.ตร.ในวันที่ 15 มกราคม เพื่อทบทวนอีกครั้ง ซึ่ง ก.ตร.ก็ยังมีมติยืนตามมติเดิม พร้อมให้ ก.ตร.ทำหนังสือถึง "นายกฯ อภิสิทธิ์" เพื่อนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้อกฎหมายที่ขัดแย้งต่อไป
ขณะที่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ได้ยืนยันยึดมติของ ป.ป.ช. และก่อนหน้านี้เคยเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยแล้วระบุว่า "หากเป็นเรื่องทางวินัยหน่วยงานภาครัฐไม่สามารถกลับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ได้"
ซึ่งกรณีมติของป.ป.ช.ต่อ 3 นายพลก็มีระบุความชัดเจน "ความผิดวินัยร้ายแรง" ซึ่งบทลงโทษทางวินัยของข้าราชการมี 5 สถาน คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน ปลดออก และไล่ออก
แต่สำหรับโทษวินัยร้ายแรงของ 3 นายพล ป.ป.ช.กำหนดไว้ 2 สถาน คือ "ปลดออก" หรือ "ไล่ออก" เท่านั้น!
และ "นายกฯ อภิสิทธิ์" มีคำสั่งให้ "ปลดออก" ถือว่าให้โอกาส เพราะโทษ "ปลดออก" ยังได้รับเงินบำเหน็จ ขณะที่โทษ "ไล่ออก" ไม่ได้รับอะไรเลย แต่การที่ ก.ตร.มีมติให้ 3 นายพลกลับเข้ารับราชการ นอกจากเป็นการสวนคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.แล้ว น้ำหนักโทษจาก "ปลดออก" ยังไม่ได้ระบุถึงความผิดที่ 3 นายพลสมควรได้รับโทษจากเหตุการณ์ดังกล่าวอีกด้วย ทั้งที่โทษตามหลักวินัยร้ายแรงมีแค่ 2 สถาน คือ "ปลดออก" กับ "ไล่ออก"
สรุปง่ายๆ คือ ต้องออกสถานเดียว!
แต่ ก.ตร.ซึ่งมี "สุเทพ" เป็น "ประธาน ก.ตร." ก็ยังปล่อยให้มีมติดังกล่าวออกมาอีกครั้ง ทั้งที่ย่อมรู้ข้อกฎหมายระหว่าง "ป.ป.ช. กับ ก.ตร." เป็นอย่างดี แต่ที่ยังปล่อยให้ ก.ตร.มีมติยืนตามมติเดิมออกมาจนถูกมองว่าเป็นการ "อุ้มพวก" โดยนำข้อกฎหมายต่างๆ ขึ้นมาสู้ทั้งที่รู้ว่าแพ้แต่ยัง "ทิฐิ"
จากนี้ต้องดูบทบาทของ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ที่ถึงคราวต้องเลือกระหว่างยึด "หลักการ" ของกฎหมายมากกว่า "ตัวบุคคล" หรือจะยอมทำตัวเป็นเหมือนฉายา "หล่อหลักลอย" ที่สื่อมวลชนพากันมอบให้
"คุณสุเทพ"ต้องพิจารณาตัวเอง
ปรีชา สุวรรณทัต นักวิชาการด้านกฎหมาย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันว่า เรื่องนี้นายกฯ อภิสิทธิ์ และ ป.ป.ช.ได้ออกมาพูดชัดเจนแล้ว จึงเห็นว่าเรื่องนี้ควรสรุปผลได้แล้ว เพราะเรียงลำดับศักดิ์ของกฎหมายเริ่มจาก รัฐธรรมนูญ, กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ทั่วไป ซึ่งป.ป.ช.ถือเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ศักดิ์ย่อมสูงกว่ามติของ ก.ตร. ซึ่งเรื่องนี้ "คุณสุเทพ" ย่อมรู้ดี
"คุณสุเทพน่าจะพิจารณาตัวเอง จะบอกว่าไม่รู้ข้อกฎหมายนี้ไม่ได้ เพราะมีการนำมติไปพิจารณาสองครั้งก็ยังออกมาเหมือนเดิม แสดงว่ามีเจตนาต้องการช่วยเพื่อนหรือไม่ หรือทำไปเพราะเกิดทิฐิ อย่าลืมว่าเรื่องนี้สามารถถอดถอนได้ เพราะถือว่าจงใจขัดรัฐธรรมนูญ"
นอกจากนี้ "ปรีชา" ได้ฝากถึง "นายกฯ อภิสิทธิ์" ให้กลับเข้ามารับตำแหน่ง "ประธาน ก.ตร." เหมือนเดิม เพราะอำนาจที่แท้จริงเป็นของนายกฯ และส่วนตัวยังเห็นว่า "สุเทพ" ไม่ควรนั่งตำแหน่ง "รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง" เพราะหลายครั้งเกิดเรื่องที่อาจจะไม่มั่นคงต่อรัฐบาลและต่อพรรคประชาธิปัตย์
พร้อมฝากทิ้งท้ายให้ข้อคิดแก่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ไว้ด้วยว่า ความมั่นคงของประเทศสำคัญกว่าความมั่นคงของพรรค เพราะพรรคเป็นเรื่องตัวบุคคลแต่ชาติเป็นเรื่องส่วนร่วม



