ข่าว

เสื่อมด้านจิตสำนึก

เสื่อมด้านจิตสำนึก

18 ม.ค. 2553

พฤติกรรมของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้สร้างความสงสัยว่ามีความคิดปกป้องความถูกต้อง ยุติธรรมของสังคมจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเป็นการสมควรหรือไม่ที่สังคมต้องมีส่วนในการควบคุม ก.ตร.

เพราะการกระทำบางครั้งนอกจากสวนทางกับจิตสำนึกด้านพื้นฐานแล้ว ยังเป็นเหมือนองค์กรซึ่งมีอำนาจเหนือองค์กรอิสระและทรงอิทธิพลเหนือรัฐบาลอีกด้วย โดยเฉพาะกรณีล่าสุดเกี่ยวกับการถูกมองว่าเป็นการดิ้นรนเพื่ออุ้มเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีมลทินจากการปฏิบัติหน้าที่ สั่งการให้ตำรวจทำร้ายและฆ่าประชาชนในวันที่ 7 ตุลาคม 2551

 บทบาทของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ กำลังถูกมองว่าเป็นนักการเมืองซึ่งไม่เห็นประชาชนอยู่ในสายตา ขาดจิตสำนึกในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และขาดจิตสำนึกในการแยกแยะความถูกผิด ไม่มีความรู้สึกละเอียดอ่อน พยายามปกป้องเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ถูกชี้มูลว่ากระทำความผิด โดยคณะกรรมการป้องกันการทุจริต โดยไม่คำนึงถึงหลักการ รวมทั้งการแข็งข้อต่อผู้นำรัฐบาล คือนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง สร้างปัญหาต่อเนื่องให้บ้านเมือง และการดูแลหน้าที่ด้านความมั่นคงกำลังถูกมองว่าเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของชาติด้วยซ้ำ

 จากการประชุม ก.ตร. วันศุกร์ที่ผ่านมา พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงว่าการประชุมมีเรื่องพิจารณากรณีนายกฯ อภิสิทธิ์ มีหนังสือถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธาน ก.ตร. ให้ทบทวนมติ ก.ตร.ครั้งที่ผ่านมาที่ให้คำอุทธรณ์ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ อดีต ผบก.จว.อุดรธานี กรณีเป็นผู้ออกคำสั่งให้มีการสลายการชุมนุมวันที่ 7 ตุลาคม และปล่อยปละละเลยให้กลุ่มผู้ชุมนุมตีกันที่ จ.อุดรธานี ฟังขึ้นขัดแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่ง พล.ต.ท.พงศพัศ บอกว่าการพิจารณาของ ก.ตร.เป็นไปอย่างรอบคอบ มีการเสนอข้อเท็จจริงนำข้อกฎหมายต่างๆ พิจารณา รวมทั้งข้อคิดเห็นต่างๆ

 ผลของการประชุม ก.ตร.เสียงส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเสียงเดิมจากครั้งที่แล้ว มีความเห็นเหมือนเดิมตามมติ ก.ตร.ครั้งที่ผ่านมาว่า การอุทธรณ์ของนายตำรวจทั้ง 3 นายฟังขึ้น แต่เนื่องจากการพิจารณาเรื่องนี้หมิ่นเหม่เรื่องของข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ มติ ก.ตร.วันนี้จึงเห็นควรให้ประมวลข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริงทั้งหมดที่พิจารณาให้นายกรัฐมนตรีรับทราบและเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา เนื่องจากเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารที่มีข้อคิดเห็นเรื่องนี้หลายประการ ซึ่งการให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจะทำให้เรื่องนี้ชัดเจนขึ้น โดยขั้นตอนเลขาฯ ก.ตร.จะมีหนังสือรับรองมติที่ประชุมในวันนี้อย่างเป็นทางการเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์

 การดึงดันของนายสุเทพ เป็นการท้าทายอำนาจของนายกฯ อีกครั้งหนึ่ง ประชาชนหวังว่านายกฯ จะพิจารณาด้วยความรอบคอบ ว่าสมควรให้เรื่องนี้ยืดเยื้อต่อไปหรือไม่ เพราะหากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบกับ ก.ตร. ก็เท่ากับยอมรับว่า ก.ตร.นั้นมีอำนาจเหนือ ป.ป.ช. และจะสร้างปัญหาและความเสื่อมต่อระบบของรัฐบาลโดยรวมอย่างแน่นอน และอาจนำไปสู่การชุมนุมและการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนและรัฐบาลอีกครั้ง