
แพ้ทาง
ล่าสุดคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีมติ 9 เสียงรับอุทธรณ์ 3 นายตำรวจจากกรณีสลายม็อบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ในการประชุม ก.ตร. เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
สวนมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชึ้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี กรณีสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ส่วนรายหลัง
ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่จนม็อบเสื้อแดง-เสื้อเหลือง ตีกันที่หนองประจักษ์ จ.อุดรธานี
เรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ เพราะเกิดปัญหาโต้แย้งทางกฎหมายระหว่าง 2 หน่วยงานของรัฐ จึงต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
ส่วนคำชี้ขาดจะออกมาอย่างไรย่อมเกิดผลกระทบแน่นอนเพราะก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่า เมื่อ ป.ป.ช.มีความเห็นอย่างไรถือเป็นสิ้นสุด ก.ตร. จะมีมติสวนทางไม่ได้
มีการยกกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เคยวินิจฉัยแล้วว่าหากเป็นเรื่องทางวินัยหน่วยงานภาครัฐไม่สามารถกลับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ได้
แต่วันนี้ ก.ตร.กลับเห็นตรงข้ามกับนายกฯ ยืนยันคำอุทธรณ์อยู่ในอำนาจเนื่องจากนายตำรวจทั้งสามปฏิบัติหน้าที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้ผิดจากสาเหตุการทุจริตจึงมีความเห็นเสนอให้นายกฯ มีคำสั่งรับนายตำรวจทั้งหมดกลับเข้ารับราชการ
ก.ตร.ยังรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดส่งให้นายอภิสิทธิ์พิจารณาด้วยทั้งคำชี้แจงของผู้ถูกชี้มูล โดยเฉพาะกรณีของ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ที่ไม่ได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ช่วงเกิดเหตุปะทะกันระหว่างม็อบสองสี เนื่องจากต้องถวายอารักขาซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด
จะว่าไปแล้วกรณีของ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ มีเหตุผลที่ ป.ป.ช.ควรรับฟังมากกว่า เพราะในทางปฏิบัติไม่มีนายตำรวจคนไหนกล้าละทิ้งเวรถวายอารักขาแน่ๆ โดยปกติจะมีนายตำรวจระดับรองลงมารับผิดชอบหากผู้บังคับบัญชาติดภารกิจ
นี่เป็นอีกครั้งที่นายกฯ ต้องประสบปัญหาการบริหารงานภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เหมือนกับเรื่องแต่งตั้ง ผบ.ตร. ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะสำเร็จ
ปัญหาใน สตช.ยังมีอีกเยอะ นายกฯ ต้องใช้ทุนอีกมาก ยิ่งหน้าตักตอนนี้เหลือน้อยลงทุกที แต่งตั้ง ผบ.ตร.ให้เรียบร้อยแล้วรีบถอยออกมาตั้งหลักก่อนดีกว่า
ไม่อย่างนั้นหากออกอาการ "งูเหลือมเจอเชือกกล้วย" บ่อยๆ จะเสียหน้ากันมากกว่านี้!!



