ข่าว

ปชป.ประเมินปัจจัยเสี่ยงรับทักษิณเพิ่มแรง

ปชป.ประเมินปัจจัยเสี่ยงรับทักษิณเพิ่มแรง

17 ม.ค. 2553

วอร์รูม ปชป.ประเมินปัจจัยเสี่ยง ยอมรับ “ทักษิณ” เพิ่มตึงเครียดแดนไทย-เขมร ด้าน การเมืองเสี่ยงขัดแย้ง 4 ด้าน จี้รัฐหาทางรับมือสถานการณ์ขัดแย้งรอบใหม่

 (17 ม.ค.) นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า จากการหารือของคณะทำงานปฏิบัติการทางการเมือง (วอร์รูม) พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อประเมินความเสี่ยงของบ้านเมืองพบว่า   ขณะนี้มีความเสี่ยงสำคัญ   3 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง การเมือง ซึ่งการปรับครม.ครั้งนี้ พรรคในฐานะแกนนำมั่นใจว่ารัฐมนตรีทั้ง   5 คนจะมีส่วนสำคัญในการร่วมทีมกับนายกฯ   ในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ และตระหนังถึงผลสำรวจของหลายสำนักได้แสดงความมั่นใจใจการตัดสินใจปรับครม.ของ   นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ รวมทั้งการตอบรับของภาคเอกชนต่อทีมเศรษฐกิจ ที่เพิ่มขึ้นมาในคณะรัฐมนตรี   มาจากการที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานต่อไป ที่ผ่านมานั้นรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นทั้งจากนโยบาย และจากการวางบรรทัดฐานทั้ง  9 ข้อ ของรัฐบาล  ในความรับผิดชอบที่คณะรัฐมนตรีทุกคนพึงมีต่อประชาชน

 โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ในเรื่องความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจนั้น  ถือว่า 1 ปีที่ผ่านมาถือว่ารัฐบาลสามารถบริหารจนก้าวพ้นความเสี่ยงได้ ส่วนความเสี่ยงด้านความมั่นคง   แบ่งออกเป็น 2 เรื่อง   คือ   ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การลงพื้นที่ของนายกฯ จะสามารถทำให้กฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของสภานั้นจะมีผลต่อการปรับกระบวนการแก้ไขปัญหา ส่วนปัญหาความมั่นคงในเรื่องของชายแดนไทย กัมพูชานั้น รัฐบาลได้ยึดแนวทางในการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แต่ก็ยอมรับว่ามีผลต่อการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ   ที่จะเพิ่มสถานะการณ์ความตึงเครียดตรงชายแดน

 โฆษกพรรคประชาธิปัตย์   กล่าวถึงความเสี่ยงทางการเมืองว่า   คณะทำงานฯ ได้ประเมินสถานการณ์ว่าขณะนี้มีการเตรียมการดำเนินเพื่อสร้างเงื่อนไขเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยการขยายผล และสร้างความขัดแย้งใน 4 ด้านด้วยกัน กล่าวคือ   1. การกดดัน   และคุกคามการทำงานของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง   องค์กรอิสระ การบิดเบือนกระบวนยุติธรรมของศาล ว่าเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน โดยเฉพาะกรณียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท กับคดีเงินบริจาคของพรรคประชาธิปัตย์   พรรคจึงอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับคำตัดสินขององค์กรอิสระและของศาลในทุกกรณี   ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรขอให้ถือคำวินิจฉัยเป็นที่สิ้นสุด    

 2.กรณีการล่วงละเมิดถวายฎีกาการขอพระราชทานอภัยโทษของกลุ่ม นปช. โดยไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลในคดีที่ดินรัชดา และพุ่งเป้าไปที่กระทรวงยุติธรรมและสำนักราชเลขาฯในเดือนหน้า    3. การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา และการชุมนุมนอกสภาของกลุ่ม นปช.โดยจะขยายผลพาดพิงถึงสถาบันองคมนตรีที่พรรคเพื่อไทยร่วมขับเคลื่อนกับกลุ่มนปช. พรรคห่วงว่าจะมีการปลุกระดมนอกสภาให้เกิดความเกียจชัง และสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง   สถาบันองคมนตรี   ทหาร   และรัฐบาล   ด้วยข้อมูลบิดเบือน และ 4 . การเคลื่อนไหวนอกประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ   ชินวัตร   อดีตนายกฯ ที่ได้เตรียมการจะใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นฐานบัญชาการ เช่นเดียวกับเดือนเม.ย.ปีกลาย เพื่อแทรกแซงการเมืองภายในประเทศ   และยกระดับการก่อการโดยอาศัยเครือข่ายที่เป็นอดีตคนที่เคยทำงานอยู่ในฝ่ายความมั่นคงที่เคยสร้างสถานการณ์เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาก่อน   เช่นการเผาโรงพักนางเลิ้งในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ   เป็นต้น

 “สิ่งต่างๆเหล่านี้พรรคมองว่ารัฐบาลจำเป็นที่จะต้องรับมือ และทางพรรคในฐานะแกนนำก็พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงหากเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินการในลักษณะที่สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ขัดต่อกฎหมาย ปราศจากความชอบธรรม และดำเนินการเพื่อบุคคลเพียงคนเดียวนั้น พรรคเห็นว่าเป็นการสร้างชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ขึ้นในบ้านเมือง   โดยเฉพาะมีการขับเคลื่อนโดยอาศัยการอ้างของเรื่องปฏิวัติประชาชน ทั้งที่การเคลื่อนไหวเป็นไปเพื่อบุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้น   เป็นสิ่งที่บ้านเมืองต้องเผชิญใน 1 ปีที่จะถึงนี้ ” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์   กล่าว