
อภิสิทธิ์ลั่นยืนหลักกม.แก้ปัญหามติก.ตร.เล็งถกสุเทพ
"นายกฯ"ลั่นขอยืนหลักกม.แก้ปัญหามติก.ตร. เตรียมหารือ"สุเทพ"ยุติปัญหา หวั่นปัญหาลุกลามบานปลายกลายเป็นประเด็นใหม่ แนะทางออกที่ดีที่สุด คือ ให้ 3 นายตร.ยื่นเรื่องศาลปกครองชี้ขาด
(17ม.ค.) เมื่อเวลา 09.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนเรื่องการดำเนินการหลังก.ตร. ยืนยันมติที่ขัดต่อคำวินิจฉัยของป.ป.ช.ว่า เมื่อมีมติก.ตร. ออกมาเช่นนี้ ก็จะมีผลในส่วนของคน ที่จะต้องสั่งบรรจุข้าราชการกลับเข้ารับราชการ แต่มติใดๆ ก็ตาม ที่ขัดต่อกฎหมายก็ใช้ไม่ได้ ดังนั้นส่วนหนึ่งก็จะเป็นดุลพินิจของผู้มีอำนาจในการออกคำสั่งว่าจะดำเนินการอย่างไร ถ้าเห็นว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ก็จะต้องแจ้งกลับไปยังก.ตร.อีก
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีตำรวจ 3 นายนี้ เช่นเดียวกับกรณีของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร ที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายกฯ ซึ่งกรณีนี้นายกฯ จะใช้ดุลพินิจอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะจริงๆ ตนก็เป็นหนึ่งในคนที่ทำกฎหมายปปช. และเคยตั้งข้อสังเกตุปัญหาเรื่องนี้มา และอภิปรายเรื่องนี้ในช่วงที่เป็นฝ่ายค้าน โดยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งตนเห็นว่าเป็นบรรทัดฐาน ดังนั้นจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย
เมื่อถามต่อว่า หมายความว่า จะไม่รับกลับเข้ารับราชการใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องชี้กลับไปที่ก.ตร.ว่า มตินี้น่าจะมีปัญหาในทางข้อกฎหมาย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กลับว่าก.ตร.จะทำอย่างไรต่อไป
เมื่อถามว่า ถ้าก.ตร.ยังยืนยันมติเดิมจะเกิดปัญหาระหว่างกันหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะเป็นเรื่องของผู้มีส่วนได้เสียจะต้องพิจารณาต่อไป ว่าจะไปใช้สิทธิ์กันอย่างไร แต่ถ้าจะทำให้ง่ายที่สุด คือ ก.ตร.ควรต้องยึดถือตามกรอบของรัฐธรรมนูญ และบอกให้คนที่ถูกลงโทษทั้งหมดไปร้องต่อศาลปกครอง ซึ่งนั่นจะเป็นทางออกที่เป็นมาตรฐานที่ได้ทำกันมา และจะไม่ได้ไม่เกิดปัญหายุ่งยากขึ้นมาใหม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมวันนี้ก.ตร.จึงเลือกที่จะเอาองค์กรมารองรับปัญหา ของคนเพียงแค่ 3 คน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะไม่ได้เข้าไปประชุมก.ตร. ด้วย ตนไม่ได้เป็นประธานก.ตร. ในขณะนี้ จึงไม่ทราบเหตุผลเป็นอย่างไร ซึ่งตนจึงได้บอกว่าจำเป็นที่จะต้องดูว่ามติก.ตร. นั้น มีเหตุผลอะไร และอยู่นอกกรอบการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร
เมื่อถามว่า ได้เกิดปัญหาในการประชุมก.ตร.หลายครั้งแล้ว จำเป็นที่นายกฯ จะต้องดึงอำนาจในการดูแลสตช.กลับมาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนจะสอบถามนายสุเทพอีกครั้งว่า เป็นอย่างไร เพราะตั้งแต่ก.ตร. มีมติเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ตนก็ยังไม่ทราบ ก่อนหน้านี้ตนขอความเห็นกฤษฎีกา และส่งให้นายสุเทพ ซึ่งนายสุเทพ ก็บอกว่า จะไปดำเนินการในก.ตร. แต่หลังจากการประชุมก.ตร. อีกครั้ง ตนก็ยังไม่ได้พบกับนายสุเทพเลย
เมื่อถามว่า ยืนยันว่าจะไม่มีการนำเรื่องเข้าครม.เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าว ว่า ตนยังไม่เห็นเรื่องถ้าจะเสนอครม.ก็ต้องเสนอมาที่ตน เพื่อที่จะอนุมัติ ให้นำเรื่องเข้าหรือผ่านนายสุเทพ แต่ถ้าจะเป็นวาระจรก็ต้องให้ตนเซ็นอนุมัติก่อน แต่ที่ตนขอความเห็นกฤษฎีกาไปนั้น ก็เคยชี้ว่าครม.ไม่มีอำนาจ ในการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะกรณีที่จะส่งได้ คือ องค์กรตามรัฐธรรมนูญขัดแย้งกัน ซึ่งก.ตร. ไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วน ครม.นั้นใช่ แต่ครม.ไม่ได้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เรื่องนี้เป็นอำนาจระหว่างก.ตร. กับป.ป.ช.
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ก.ตร. มีมติอย่างนี้ ประชาชนจะรู้สึกอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนตอบแทนประชาชนไม่ได้ แต่ตนมีหน้าที่รักษาระบบ อย่างที่บอกว่า ตนเข้าใจ ว่าตำรวจรู้สึกไม่เห็นด้วย กับการวินิจฉัยของป.ป.ช. แต่เราต้องรักษาระบบในเรื่องขององค์กรอิสระ เพราะถ้าเราไม่รักษา องค์กรอิสระก็จะไม่มีความหมาย และการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร ก็จะอ่อนแอลงไปทันที ความจริง ตนอยู่ฝ่ายบริหาร การที่ฝ่ายบริหารจะมีอำนาจมากๆ นั้น เป็นประโยชน์กับทางตน แต่ตนเห็นว่าเราต้องการให้มีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง ที่เราทำเรื่องนี้มา ก็เพื่อยืนยันว่าอำนาจของฝ่ายบริหาร ต้องถูกจำกัดขอบเขต ดังนั้นเราต้องเคารพขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่า โดยฐานะนายกฯ ที่มีอำนาจจะสามารถฝ่าด่านผลักดันให้กลับไปตามแนวคิดนั้น ได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จริงๆ ตนไม่คิด ว่ามีปัญหา เพราะอะไรก็ตามที่ขัดกฎหมายมันก็ใช้ไม่ได้
เมื่อถามต่อไปอีกว่า ในขณะนี้ตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ เตรียมที่จะไปยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.เพื่อให้ถอดถอนก.ตร. และนายสุเทพ ว่า จงใจขัดรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคิดว่า นี่จะเป็นปัญหาที่ลุกลามออกไป ถ้าเราไม่ยึดตามแนววินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตนจึงบอกว่า ดีที่สุดในการให้ความเป็นธรรม คือ ไปผ่านกระบวนการของศาลปกครอง
เมื่อถามต่อว่า ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้มองว่าอะไรที่เกี่ยวข้อง กับพล.ต.อ.พัชชรวาท มักจะมีปัญหาเสมอ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ทราบ อันนี้ถือเป็นการวิเคราะห์ เมื่อถามอีกว่า คิดว่า ปัญหาเกิดเพราะเหตุนี้ด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ทราบเลย เพราะตนไม่ได้อยู่ในการประชุมก.ตร.
เมื่อถามว่า ในส่วนของนายกฯ วันนี้คิดว่า การทำหน้า ประธานก.ตร. ของนายสุเทพ เป็นอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเห็นใจ เพราะนายสุเทพก็กล่าวกับตนหลายครั้ง ว่าการจะหาข้อยุติ หรือความเห็นร่วมกันในก.ตร. เป็นเรื่องยากเกือบทุกเรื่อง และความขัดแย้งก็มีอยู่สูง แต่ท่านก็พยายาม
เมื่อถามว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนายสุเทพ ต้องการจะอะลุ่มอล่วยกับตำรวจใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสุเทพ ดูแลตำรวจ ก็ต้องรับฟังคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา และนายสุเทพ ก็มีความกังวล ในเรื่องความรู้สึกและขวัญกำลังใจ ซึ่งตนก็เห็นใจ ไม่ใช่ไม่เห็นใจ แต่ว่าความถูกต้องกับระบบต้องรักษาเอาไว้ ดังนั้น ต้องหาความพอดีตรงนี้ให้ได้
เมื่อถามว่า ในสายตามของนายกฯ คิดว่า นายสุเทพ จงใจที่จะละเมิดกฎหมายใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่คิดว่า นายสุเทพ มีเจตตนา เพราะเมื่อรับเรื่องจากตน ก็บอกว่า จะกลับไปให้ก.ตร. พิจารณาอีกครั้ง
เมื่อถามว่า แต่การไม่แม่นข้อกฎหมาย และอ่อนเกินไปแบบนี้ ทำให้คุมก.ตร. ไม่อยู่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก.ตร.ไม่ได้มีประธาน คือ นายสุเทพ เพียงคนเดียว แต่มีจำนวนมาก ดังนั้นอาจจะเป็นเรื่องยาก ในการทำความเข้าใจร่วมกัน ตนก็จะคุยกับนายสุเทพ ว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร
เมื่อถามว่า นายสุเทพ ทำหน้าที่ประธานก.ตร. โดยการมอบอำนาจของนายกฯ ห่วงหรือไม่ว่า วันหนึ่งปัญหาจะกลับมาพันตัวนายกฯเอง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เวลาที่มอบอำนาจไปแล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะพ้นจากความรับผิดชอบ ตนทราบดี ด้วยเหตุนี้ เมื่อก.ตร. มีมติครั้งแรก โดยที่ยังไม่ได้รายงานมาที่ตน แต่เมื่อตนทราบ ในสิ่งที่คิดว่าไม่ถูกต้องก็ได้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ตนยืนยันว่า ในส่วนของตน รู้ว่าความรับผิดชอบทางกฎหมายจะต้องเป็นอย่างไร ดังนั้น ถ้าหากยังมีปัญหาความไม่ถูกต้องอยู่ ตนก็ดำเนินการและต้องช่วยกันกับนายสุเทพ เพื่อให้กลับไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง
เพื่อไทยเตรียมยื่นป.ป.ช. เอาผิด“สุเทพ”
เมื่อเวลา 10.00 น. นายพร้อมพงสื นพฤทธิ์ โฆษกพรรคพื่อไทย แถลงข่าวเตรียมยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) เอาผิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง การแต่งตั้ง พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.ภ.8 เป็น ผบช.น. ว่า ในวันที่ 18 ม.ค. เวลา 10.00 น. ตนและทีมกฎหมายจะเดินทางไปยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. กล่าวโทษนายสุเทพ รองนายก ฯ กระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการเสนอแต่งตั้ง พล.ต.ท.สัณฐานเป็น ผบช.น. นั้น น่าจะเป็นการเสนอแต่งตั้งโดยเห็นแก่พวกพ้องตัวเองเป็นสำคัญ เพราะ พล.ต.ท.สัณฐาน มีความสนิทใกล้ชิดกับนายสุเทพ
ขณะที่พฤติกรรมของ พล.ต.ท.สัณฐาน ก็ถูกประชาชนผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย - มาเลเซีย ฟ้องดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 ในการสลายการชุมนุมซึ่งศาลประทับรับฟ้องคดีแล้ว ซึ่งประชาชนร้องเรียนต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายก ฯ แล้ว นายสุเทพ รองนายก ฯ ก็ทราบเรื่องที่ พล.ต.ท.สัณฐาน ถูกดำเนินคดี แต่กลับละเว้นไม่ดำเนินการสอบสวนวินัยร้ายแรงตาม มาตรา 86 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และไม่สั่งให้ พล.ต.ท.สัณฐาน ออกจากราชการไว้ก่อน ตามมาตรา 95 แต่กลับเสนอแต่งตั้งเป็น ผบช.น.



