
รวบแก๊งปลอมบัตรมาเลย์เผยรูดกว่า40ล้านทำมาแล้ว7ปี
ตำรวจภาค 8 ร่วมชุมพร รวบผู้ต้องหาชาวมาเลเซียปลอมบัตรเครดิตรูดเงินกว่า 40 ล้านบาท สารภาพทำมา 7 ปี ตำรวจแจ้งข้อหา 4 ข้อหาเพิ่มติดสินบนเจ้าพนักงาน
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 9 มีนาคม 2552 ที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 8 พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 พร้อมกับ พล.ต.ต.อภิชาติ เชื้อเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร และ พ.ต.อ.สุพจน์ บุญชูดวง ผกก.สภ.หลังสวน จ.ชุมพร ร่วมกันสอบปากคำ นายเตียว เก๊ก หลิง (MR. TEO GUEK LING ) อายุ 43 ปี ชาวมาเลเซีย ผู้ต้องหาปลอมแปลงบัตรเครดิตมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท โดยทางตำรวจ สภ.หลังสวน ตามจับกุมได้หลังก่อเหตุรูดทรัพย์ของเสียหายในพื้นที่ อ.หลังสวน และจังหวัดชุมพรมูลค่าร่วม 2 ล้านบาท
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้พร้อมของกลางรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีออส สีน้ำตาล(บรอนด์ทอง) หมายเลขทะเบียน กท- 511 จำนวน 1 คัน เอกสารมัดจำห้องพักโรงแรมบรรจงบุรี อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี กุญแจห้องพักโรงแรมไดมอนด์พลาซ่า อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี บัตรเอทีเอ็ม 2 ใบ เงินสดจำนวน 1 ล้าน 2 แสนบาท และรายการอื่นอีก 3 ราย ซึ่งจับกุมได้ขณะที่กำลังนำรถยนต์ไปคืนที่บริษัทรถเช่าแฮปปี้คาเร้น ถนนศรีภูนารถ เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม นายเตียว เก๊ก หลิง พยายามที่จะติดสินบนตำรวจชุดจับกุมโดยจะมอบเงินจำนวน 1 ล้าน 2 แสน ให้ตำรวจชุดจับกุมเพียงขอให้ปล่อยตัว พร้อมกับรับสารภาพว่ามีผู้ร่วมกระทำผิดอีก 1 คนทราบชื่อคือ MR.GOH CHIN HENG (นายโกชิน เฮง)อยู่ในมาเลเซีย โดยได้นำเครื่องบันทึกข้อมูล (สกิมเมอร์) ไปติดตั้งที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารที่เกิดเหตุ เมื่อได้ข้อมูลจะนำไปทำบัตรปลอม และใช้ถอนเงินจากบัญชีธนาคารผู้เสียหายจำนวนหลายครั้ง เป็นเงินรวมหลายล้านบาท
จากนั้นนำรถเช่าไปคืน และข้ามไปประเทศมาเลเซียบริเวณด่านจังโหลน ปาดังเบซาร์ ก่อนจะติดต่อนายโกชิน เฮง ซึ่งอยู่ในมาเลเซีย เพื่อแบ่งเงินให้ และนำไปใช้จนเงินหมด จะกลับมาทำอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 70 ครั้งในช่วงเวลา 7 ปี
โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้ง 4 ข้อหา หลักคือ 1.ร่วมกันมีเครื่องกระสุน หรือวัตถุสำหรับปลอมแปลง หรือสำหรับให้ได้ข้อมูลในการปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/2 ประกอบมาตรา 83 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท
2.ข้อหาร่วมกันปลอมและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม อันเป็นความผิดตามประมวงกฏหมายอาญามาตรา 269/1 ประกอบมาตรา 83 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี ปรับตั้งแต่สองหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท 3.ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำความผิด และ 4.ข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน
ทั้งนี้ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กล่าวว่า ได้ย้ำเตือนให้ผู้ใช้บัตรเอทีเอ็ม หรือบัตรเครดิต ระมัดระวังในการใช้ โดยสืบทราบว่า ผู้ต้องหาดังกล่าวก่อเหตุหลายจังหวัดทั่วประเทศ และบางส่วนธนาคารได้ชดใช้เงินให้ผู้เสียหายบ้างแล้ว
พล.ต.ต.อภิชาติ เชื้อเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ในพื้นที่ จ.ชุมพร โดยเฉพาะ อ.หลังสวน มีผู้เสียหายร้องเรียนจำนวนมาก ล่าสุดจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมกับประกาศให้ชาวบ้าน ช่วยกันสังเกตพฤติกรรมของผู้ต้องหาและวงจรปิดของตู้เอทีเอ็มบางแห่งที่มีการติดวงจรไปไว้จนกระทั่งจับกุมผู้ต้องหาได้ดังกล่าว
ด้าน พ.ต.อ.สุพจน์ บุญชูดวง ผกก.สภ.หลังสวน จ.ชุมพร หัวหน้าชุดจับกุม กล่าวว่า เนื่องจากวันที่ 6 มี.ค.52 ที่ผ่านมาผู้ต้องหาก่อเหตุได้นำเครื่องสกิมเมอร์ ไปติดตั้งที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารที่เกิดเหตุ เมื่อได้ข้อมูลผู้ต้องหานำไปทำบัตรปลอมและถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มหลายล้านบาท
จากการสืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาให้รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กท-511 สงขลา เป็นยานพาหนะ ทางตำรวจจึงได้ติดตามไปที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และจับกุมได้พร้อมของกลาง และระหว่างการจับกุมผู้ต้องหาพยายามติดสินบนทางตำรวจ จึงถูกแจ้งข้อหาเพิ่มอีก 1 ข้อหาคือติดสินบนเจ้าพนักงาน
นางนิภา ช่วยสงค์ อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 289/3-4 ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร อาชีพค้าส่งผลไม้ ผู้เสียหาย กล่าวว่าตนเองมีอาชีพขายส่งทุเรียนต้องใช้เงินสดหมุนทุกครั้งจะใช้วิธีการโอนเงินโดยผ่านบัตรเอทีเอ็ม มาทราบว่าเงินหายไปจำนวน 310,300 บาท เมื่อตอนเช้าวันที่ 7 มี.ค.จึงแจ้งตำรวจและทางธนาคารกรุงเทพ ฯ สาขาหลังสวน สาขาที่ใช้บริการฝากเงิน
ขณะที่ นายพลารักษ์ กางกรณ์ หัวหน้าส่วน ผู้จัดการสาขาสุราษฎร์ธานี สายงานธุรกิจลูกค้าบุคคลและเครือข่ายบริการ กล่าวว่า สำหรับธนาคารกสิกรไทย ลูกค้าสูญเสียเงินจากเหตุดังกล่าวกว่า 6 แสนบาท เมื่อปีที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นทางธนาคารได้ชดใช้ให้กับลูกค้าผู้เสียหายไปแล้ว เพราะไม่ใช่ความผิดของลูกค้าที่สำคัญต้องรักษาภาพพจน์ของธนาคาร ทั้งนี้ทางธนาคารจะติดตามในส่วนของคดีต่อไป เพื่อที่จะนำเงินคืน ที่สำคัญจากวงจรปิดพบว่าผู้ต้องหาดังกล่าวเป็นผู้ที่ใช้บัตรปลอมกดเงินไปใช้จริง
ด้าน นายสาโรจน์ โหยบทรัพย์ อายุ 42 ปี เจ้าของรถเช่า กล่าวว่า ผู้ต้องหาติดต่อเช่ารถกับบริษัทตั้งแต่ปีที่แล้ว และต้องการใช้เฉพาะรถคันนี้ โดยเช่าวันละ 1,200 บาท ครั้งละ 3-4 วัน ตนเองก็ไม่ทราบว่าเอาไปทำอะไรมาทราบตอนที่ตำรวจจับกุมขณะที่กำลังคืนรถ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าระหว่างการสอบปากคำมีผู้เสียหายมาแจ้งความและร้องเรียน15 ราย โดยส่วนใหญ่เงินสดหายไปตั้งแต่ 1แสนบาทถึง 6 แสนบาท และประกอบธุรกิจการค้าส่งผลไม้ที่มีความจำเป็นต้องใช้วิธีการโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม
ชมรมแบงก์แนะจัดอบรมจนท.-ตร.ป้องกันแก๊งปลอมบัตรอาละวาด
หาดใหญ่ - ชมรมสถาบันการเงินหาดใหญ่ แนะชมรมบัตรเครดิต จัดอบรมเจ้าหน้าที่ธนาคาร-ตำรวจภาคใต้ตอนบน รู้ทันแก๊งปลอมบัตรจากมาเลเซีย ระบุหาดใหญ่ทำมาแล้วสำเร็จ
กรณีมีการปลอมบัตรเอทีเอ็มและถอนเงินที่จ.ชุมพรของแก๊งมาเลเซีย จนสร้างเสียหายให้กับผู้ถือบัตรและสถาบันการเงิน ล่าสุดประธานชมรมสถาบันการเงินหาดใหญ่ ออกมาเสนอแนะทางชมรมบัตรเครดิต ของสมาคมธนาคารไทย จัดสัมมมนาให้ความรู้เจ้าหน้าที่และตำรวจ
นายโสภณ จายะสกุล ประธานชมรมสถาบันการเงินหาดใหญ่ กล่าวว่า ปัญหาการปลอมบัตรเอทีเอ็มและถอนเงินจากบัญชีของลูกค้าของขบวนการจากประเทศมาเลเซีย ก่อนหน้านี้ที่อำเภอหาดใหญ่ระบาดมาก กระทั่งเมื่อปลายปี 2551 ที่ผ่านมาทางชมรมบัตรเครดิต ของสมาคมธนาคารไทย ได้จัดสัมมนาให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ธนาคารทุกแห่งในพื้นที่รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ที่รับผิดชอบพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ทำให้กลุ่มขบวนการทำงานได้ยากขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบอย่างเข้มงวด
"ทางธนาคารทุกแห่ง จะให้เจ้าหน้าที่ตรววจสอบตู้เอทีเอ็มของธนาคารทุกวัน ว่ามีใครนำอะไรมาติดไว้ในตู้เอทีเอ็ม หรือไม่ รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ของบริบริษัทที่ทำหน้าที่นำเงินเข้า-ออกตู้เอทีเอ็ม ช่วยตรวจสอบอีกชั้น ทำให้กลุ่มขบวนการไม่กล้าลงมือในพื้นที่ "นายโสภณ กล่าวและว่า
ทั้งนี้คนร้ายสามารถปลอมบัตรได้จะต้องประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การติดตั้งเครื่องสกิมเมอร์ บริเวณที่สอดบัตรเอทีเอ็ม และกล้องเพื่อดูระหัสลูกค้า ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ จะไม่สังเกตุ คิดว่าเป็นอุปกรณ์ของตู้เอทีเอ็ม
"ตอนนี้แม้กระทั่งกล่องกระดาษที่ขายสินค้าหรือ บริการเงินด่วน ซึ่งเมื่อก่อนจะนำไปติดตามตู้เอทีเอ็ม แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เพราะหากพบธนาคารสามารถแจ้งความดำเนินคดีในข้อบุกรุก และ การทำธุรกิจการเงินแข่งขันธนาคารซึ่งมีความผิด "
ประธานชมรมสถาบันการเงินหาดใหญ่ แนะนำว่าทางชมรมบัตรเครดิต จะต้องใช้วิธีการจัดอบรมเจ้าหน้าที่ธนาคารในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย เพื่อเข้าใจวิธีการของคนร้ายและนำไปสู่มาตรการป้องกันในที่สุด เพราะหาดใหญ่เคยและทำสำเร็จมาแล้ว



