ข่าว

บทเรียนจากเฮติกับแนวคิดใหม่"กันไว้ก่อน"

บทเรียนจากเฮติกับแนวคิดใหม่"กันไว้ก่อน"

17 ม.ค. 2553

ทั่วโลกยังคงระดมสรรพกำลัง ทั้งกำลังเงิน กำลังกาย และกำลังใจ เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรณีพิโรธครั้งใหญ่ที่ประเทศเฮติ แถบทะเลแคริบเบียน ซึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งรุนแรงที่สุดครั้งแรกประเดิมปีขาล แรงสั่นสะเทือนทำให้อาคารบ้านเรือน

สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงทำเนียบประธานาธิบดี อาคารรัฐสภา สถานที่ราชการหลายแห่ง ตลอดจนโรงเรียน โรงพยาบาล และโบสถ์ พังทลายราบเป็นหน้ากลอง คาดว่ายอดผู้เสียชีวิตที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นราย หรืออาจจะสูงถึงหนึ่งแสนราย

 แม้ว่าภัยธรรมชาติอย่างเช่นแผ่นดินไหวและสึนามิ จะเป็นภัยพิบัติที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องแม่นยำว่าจะเกิดที่ใด เมื่อไรและรุนแรงมากน้อยเพียงใด แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า นับวันภัยพิบัติจากธรรมชาติมีแต่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยนักวิทยาศาสตร์กลุ่มใหญ่เชื่อว่าสาเหตุมาจากการที่มนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติมากเกินไปจนเสียดุลยภาพ

 ซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือ ภัยพิบัติจากธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ มักจะเกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศสุดแสนจะยากจนแถมยังตั้งอยู่ในพื้นที่ที่อ่อนไหวเป็นพิเศษอย่างที่เฮติ ซึ่งแทบไม่มีระบบเตือนภัยล่วงหน้า ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานล้วนแต่ไม่ได้มาตรฐาน อันเป็นหนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากทุกครั้งที่เกิดภัยธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย วาตภัย เฮอริเคน และแผ่นดินไหว

 ประธานคณะกรรมการอำนวยการสถาบันวิจัยวิศวกรรมแผ่นดินไหว (อีอีอาร์ไอ) ของสหรัฐให้ความเห็นว่าความเสียหายเป็นวงกว้างครั้งนี้เห็นได้ชัดว่ามาจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานตามหลักวิศวกรรม โดยเฉพาะการขาดการควบคุมคุณภาพ และการไม่ได้ใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมในการก่อสร้างอาคาร ซึ่งจำเป็นต่อการรับมือกับภัยพิบัติรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้น อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ก็เสื่อมสภาพ แต่ชาวเฮติก็ยังยินดีที่มีหลังคาคุ้มกะลาหัว แม้จะเสี่ยงต่ออันตรายนานัปการก็ตาม

 เราเชื่อว่าหายนภัยที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมหาศาลนี้สามารถป้องกันได้ในระยะยาว หากนานาประเทศจะเปลี่ยนระบบคิดใหม่ หันไปเน้นในเรื่อง "กันไว้ดีกว่าแก้" โดยประเทศที่พัฒนาแล้วและมีประสบการณ์ในการป้องกันภัยพิบัติจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะจากแผ่นดินไหวจะต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ มุ่งเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ด้วยการให้ความรู้และความช่วยเหลือในเรื่องการก่อสร้างด้วยวัสดุที่ทนทานต่อแผ่นดินไหว ซึ่งต้องเป็นโครงการต่อเนื่อง ต้องใช้เวลาและต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่ผลที่ได้นั้นถือว่าคุ้ม เพราะสามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้จำนวนมาก แทนที่จะปล่อยให้สายเกินแก้แล้วจึงหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เป็นครั้งเป็นคราวเท่านั้น