ข่าว

 "อนุทิน" แจงนโยบาย ยกระดับบัตรทอง 4 บริการ สู่บัตรทองยุคใหม่

"อนุทิน" แจงนโยบาย ยกระดับบัตรทอง 4 บริการ สู่บัตรทองยุคใหม่

05 พ.ย. 2563

"อนุทิน" แจงนโยบาย "ยกระดับบัตรทอง 4 บริการ สู่หลักประกันสุขภาพยุคใหม่" ระดมพลัง อสส. ผู้นำชุมชน ผลักดัน ร่วมเป็นกลไกสำคัญ สื่อสารกระจายข้อมูลสู่ประชาชน ช่วยสร้างความเข้าใจ และอำนวยความสะดวกในการรับบริการเพื่อผู้มีสิทธิ

5 พ.ย.63 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ชี้แจงนโยบาย “ยกระดับบัตรทอง 4 บริการ สู่หลักประกันสุขภาพยุคใหม่” ที่จัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย อาสาสมัคร สาธารณสุข ผู้นำชุมชน และท่านผู้ประสานงานหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอิสระอื่นตามมาตรา 50(5) ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ สปสช. 

นายอนุทิน กล่าวว่า หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นหนึ่งในนโยบายที่ดีมากและรัฐบาลให้ความสำคัญและสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 18 ปีไม่เพียงช่วยให้คนไทย 48 ล้านคน เข้าถึงการรักษา ลดภาวะล้มละลายของครัวเรือนที่เห็นผลเป็นรูปธรรม แต่ยังดูแลส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้กับคนไทยทุกคนได้อย่างครอบคลุมความสำเร็จนี้มาจากการพัฒนาระบบที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งยังเป็นประเด็นท้าทายความเป็นไปได้ของนโยบายเพื่อก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า นับตั้งแต่การเริ่มต้น “โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค” ที่ถูก มองว่าเป็นไปไม่ได้ สู่การขยายการดูแล “ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์” การดูแล “ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย” และการดูแลผู้ป่วยโรคค่าใช้จ่ายสูงอย่าง “ผู้ป่วยมะเร็ง” รวมถึงการครอบคลุมค่าใช้จ่ายยาราคาแพง เป็นต้น และครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งความท้าทายใหม่ในระบบบัตรทอง เพื่อลดปัญหาและอุปสรรคการเข้ารับบริการให้กับประชาชน ที่นำมาสู่การพัฒนายกระดับบัตรทองใน 4 รายการบริการ ซึ่งคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเห็นชอบก่อนหน้านี้    

ทั้งนี้ 4 รายการบริการดังกล่าว “รักษาทุกที่ในเครือข่ายหน่วยบริการชุมชนอบอุ่น” เป็นอีกก้าวที่สำคัญของระบบบัตรทอง เพื่อมุ่งสู่นโยบาย “บัตรทองรักษาทุกที่” ที่ความตั้งใจของตน ประกอบกับการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดกับคน กทม. เกือบ 2 ล้านคน จากกรณีที่ สปสช. ต้องยกเลิกคลินิกในระบบเกือบ 200 แห่ง ทำให้ไม่มีหน่วยบริการประจำรองรับ เป็นสถานการณ์ที่จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ในการปรับระบบบริการปฐมภูมิรูปแบบใหม่ที่จะทดลองนำร่องใน กทม. พร้อมกับการดูแลคน กทม. ควบคู่ โดยเปิดให้เข้ารับ “การรักษาปฐมภูมิที่ใดก็ได้ในเครือข่ายหน่วยบริการชุมชนอบอุ่น” ซึ่งได้เริ่มบางส่วนแล้วในวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา  แม้ว่าขณะนี้ความพร้อมระบบจะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็น จำนวนคลินิกเข้าร่วมในยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้   ด้วยเป็นช่วงเริ่มต้นการเปลี่ยนผ่าน เช่นเดียวกับการเริ่มต้นบริการ “ผู้ป่วยในไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัว” ที่ได้เริ่มนำร่องแล้วที่เขต 9 นครราชสีมา เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา  บริการ “ผู้ป่วยมะเร็งรักษาโดยตรงที่โรงพยาบาลเฉพาะทางและไม่แออัด” และ “ประชาชนได้รับสิทธิบริการทันที หลังเปลี่ยนหน่วยบริการประจำ” ที่อยู่ระหว่างจัดเตรียมและจะเริ่มระบบในวันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม 2564 นี้ แต่เชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นที่ในการพัฒนาระบบบริการ จะทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี เช่นเดียวกับระบบบัตรทองที่ล้มลุกคุกคลานในวันเริ่มต้น แต่เมื่อถึงวันนี้เราได้เดินมาเป็นปีที่ 18 แล้ว ทั้งบรรลุตามเป้าหมายของการจัดตั้งกองทุนบัตรทอง  

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า   “เชื่อมั่นว่าระบบบัตรทอง แม้จะผ่านปัญหา อุปสรรค และความท้าทายต่างๆ ที่เป็นเสมือนคลื่นลมที่ถาโถมเข้ามา แต่ระบบนี้จะยังคงอยู่ได้ และยังคงเป็นหลักประกันสุขภาพให้กับคนไทยทุกคน เพราะด้วยพลังของเราทุกคนที่ต่างช่วยกัน” 


ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ ฯ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การประชุมในวันนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อชี้แจงการปรับระบบบริการใหม่ 4 รายการโดยเฉพาะบริการผู้ป่วยในไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัวรวมถึงการลงทะเบียนหน่วยบริการประจำใหม่ให้กับประชาชนสิทธิว่างในพื้นที่ กทม. ที่ สปสช. อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ ให้กับภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ทั้งอาสาสมัครสาธารณสุข ผู้นำชุมชน และผู้ประสานงานหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอิสระอื่นตามมาตรา 50(5) เพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารไปยังประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจในการปรับระบบบริการภายใต้กองทุนบัตรทองนี้