ข่าว

สศช.ชี้ปี 52 พิษเศรษฐกิจทำคนเตะฝุ่นพุ่ง 1.3 ล้านคน

สศช.ชี้ปี 52 พิษเศรษฐกิจทำคนเตะฝุ่นพุ่ง 1.3 ล้านคน

09 มี.ค. 2552

สศช.ชี้ ปี 52 คนแตะฝุ่นพุ่ง 1.3 ล้านคน พิษวิกฤตเศรษฐกิจทำคนเครียด คิดฆ่าตัวตายเพิ่ม 48% ระบุครึ่งปีหลังกลับสู่ปกติ เหตุรัฐงัดแผน 2 อัดงบแสนล้านทำเม็กกะโปรเจคกระตุ้นเศรษฐกิจ แฉ คนตกงานกว่า 40% ไม่ได้รับเงินชดเชย

       (9มี.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) แถลงรายงานสถานการณ์ภาวะสังคมไตรมาสสี่และภาพรวมปี 51 ว่า วิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการจ้างงานของไทย โดยในไตรมาสที่สี่ปี 2551 มีผู้ว่างงาน 5.1 แสนคน เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปี 2550 ประมาณ 9 หมื่นคน และจากการรายงานสถานการณ์การเลิกจ้างของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีคนงานถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นโดยจากปี 2550 มีเพียง 29,915 คนเป็น 55,549 คน โดยเฉพาะในระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ.52 มีผู้ถูกเลิกจ้างแล้ว 17,474 คน คือเป็นร้อยละ 31.5 ของผู้ถูกเลิกจ้างปี 2551 และพบว่าประมาณร้อยละ 85 อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตโดยเฉพากิจการสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และเฟอร์นิเจอร์ สาเหตุหลักมาจากการประสบภาวะขาดทุน ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และคำสั่งซื้อที่ลดลง 
       ทั้งนี้พบว่าเป็นแรงงานหญิงมากกว่าชายในอัตราส่วน 6 : 4 ร้อยละ 66 อายุระหว่าง 21-30 จบมัธยมศึกษาร้อยละ 45 ส่วนใหญ่ร้อยละ 67 มีรายได้ต่อเดือน 5,000-15,000 บาท ผู้ประกันตนขึ้นทะเบียนรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 55.5 ในปี 2551 กองทุนประกันสังคมมีการจ่ายประโยชน์ทดแทนเฉลี่ย 65,205 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 2,420 ล้านบาท โดยเฉพาะในไตรมาสสี่กองทุนประกันสังคมจ่ายเงินชดเชยไปแล้ว 620.4 ล้านบาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2550 ร้อยละ 14.8 
       นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่ร้อยละ 40 ยังไม่ได้รับค่าชดเชยการเลิกจ้างอย่างทั่วถึงเพราะเป็นลูกจ้างชั่วคราวหรือถูกบีบให้ออก และ ร้อยละ 30 ไม่ได้รับเงินชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด มีเพียงร้อยละ 10 ที่ได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงานและ ร้อยละ 11 ไม่ได้รับสิทธิเนื่องจากไม่ตรงตามเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคม อย่างไรก็ตามภาวการจ้างงานรวมในปี 51 ขยายตัวร้อยละ 2.1 เนื่องจากการผลิตในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ในเกณฑ์ดีรองรับแรงงานได้ แต่อัตราการการว่างงานก็ยังสูงขึ้นเป็นร้อยละ 1.3 เทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้วที่มีร้อยละ 1.1 และมีตำแหน่งงานว่างลดลงโดยมีจำนวน 87,128 อัตราลดลงจากระยะเดียวกันของปี 2550 ร้อยละ 5.6 ขณะที่มีผู้มาลงทะเบียนสมัครงานกับกรมการจัดหางานเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28.4   
       “สถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังทรุดตัวส่งผลให้ปัญหาการว่างงานในปี 52 มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีแผนปรับลดกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับภาวะตลาดทั้งในและนอกประเทศ กระทบต่อการจ้างงาน เช่น ประเภทกิจการรถยนต์ กำลังดำเนินการลดจำนวนพนักงาน ซึ่งหากคิดตามสมมติฐานอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ -1.0 ถึง 0 คาดว่าจะมีคนตกงานเพิ่มขึ้นจากปี 2551 อีกจำนวน 5 แสนคน นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาจบใหม่ที่ว่างานอีก 2-3 แสนคน ดั้งนั้นในปี 2552 จะมีผู้ว่างงานทั้งสิ้นประมาณ 9 แสน-1.3 ล้านคนหรือร้อยละ 2.5-3.5 ของกำลังแรงงาน ” นางสุวรรณี กล่าว 
        นางสุวรรณี กล่าวว่า สำหรับมาตรการที่รัฐบาลออกมา เช่น การเพิ่มกำลังซื้อและลดค่าครองชีพ เพิ่มศักยภาพการจ้างงาน สินเชื่อเพื่อชะลอการเลิกจ้าง กระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน จ้างบัณฑิตจบใหม่ สวัสดิการสังคมต่างๆ คาดว่าจะสามารถบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้ระดับหนึ่ง และจะเป็นระดับปกติคือมีผู้ว่างงานไม่เกิน 1.3 หรือประมาณ 5 แสนคนในไตรมาสที่ 3-4 เนื่องจากจะดำเนินการภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะที่ 2 โดยจะมีการอัดฉีดเม็ดเงินลงไปไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทเพื่อลงทุนใน 6 โครงการใหญ่ เช่น โครงการด้านการศึกษา สาธารณสุข ขนส่งมวลชน น้ำ อุตสาหกรรมส่งออก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโครงการจ้างงานเร่งด่วนของกระทรวงต่างๆ เช่น โครงการคืนครูให้กับนักเรียน โครงการสำรวจภาวะสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ภายใต้งบประมาณปี 2553 ไม่ต่ำกว่า 20,000 อัตรา ทำให้ผู้ตกงานหรือว่างงานกลับเข้าสู่ระบบ ดังนั้นภาวการณ์ว่างงานในปี 52 จึงน่าเป็นห่วงเพียงครึ่งปีแรกเท่านั้นในไตรมาสที่ 3-4 ไม่น่าเป็นห่วงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ   ส่วนการคุ้มครองผู้ถูกเลิกจ้างก็ไม่น่าเป็นห่วงเนื่องจากกองทุนประกันสังคมมีเงินกรณีว่างงานประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาทสามารถรองรับผู้ถูกเลิกจ้างได้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน 
         “ มาตรการที่ทำอยู่ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว แต่ขอเสนอให้เร่งเพิ่มเติมการประชาสัมพันธ์ในเรื่องสิทธิการเข้าถึงมาตรการเหล่านี้ให้ชัดเจน เร่งช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว โปร่งใส กระจายไปสู่ชุมชน ตำบล หมู่บ้าน ทั่วประเทศ นอกจากนี้ดำเนินการฝึกอาชีพให้ตรงกับความต้องการของตลาดและความต้องการของผู้ว่างงานและผู้ตกงาน สามารถแก้ไขปัญหาการว่างงานได้ ” นางสุวรรณี กล่าว
         นอกจากนี้ปัญหาเศรษฐกิจและการว่างงานที่มีแนวโน้มรุนแรง ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตโดยในปี 2551 มีผู้ป่วยสุขภาพจิต 1.4 ล้านราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีเพียง 70,988 ราย พบว่ามีอาการวิตกกังวล เครียด ใกล้เคียงกัน   3.9 แสนราย   รองลงมาซึมเศร้า พยายามฆ่าตัวตาย ร้อยละ 48.1 เนื่องจากปัญหาการงานและปัญหาการเงิน และ พบว่าพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของคนเปลี่ยนไปในไตรมาสที่สี่มีค่าใช้จ่ายบริโภคบุหรี่ลดลงจากปี่ที่แล้วร้อยละ 1.4 ค่าใช้จ่ายบริโภคแอลกอฮอล์ของครัวเรือนไตรมาสที่สี่ลดลงจากปี่ที่แล้วร้อยละ 11.7 เป็นผลมาจากความไม่มั่นคงต่อสถานการณ์ของรายได้

         โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ถูกเลิกจ้างมีการดื่มแอลกอฮอล์ลดลงเหลือร้อย 23 จากร้อยละ 30   ในขณะเดียวยังพบว่าคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์และคดียาเสพติดเพิ่มขึ้น เพราะคนว่างงานเพิ่มขึ้นส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในไตรมาสที่สี่ 2551 มีคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ 16,524 คดี เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 3.7 ปัญหาอาชญากรรมมีแนวโน้มสูงขึ้นโดยในรอบปี 2551 มีคดีอาชญกรรมรวม 303,521 คดี เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ร้อยละ 19.3 ส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติดถึง 202,852 คดี