
แผนตัดไฟแต่ต้นลม
น่าสนใจยิ่งเมื่อจู่ๆ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี มุดบ้านสี่เสาเทเวศร์ ของ "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศเดินหน้าต่อสู้แบบเต็มสูบ เพื่อทวงคืนอำนาจและทรัพย์สินทั้งหมด หลังถูกแช่แข็งจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
แม้ว่า "อภิสิทธิ์" จะออกมายืนยันว่าการเข้าพบ "พล.อ.เปรม" ครั้งนี้แค่เข้าอวยพรปีใหม่ พร้อมทั้งคุยสถานการณ์ทั่วไปของบ้านเมือง
แต่แน่นอนว่าการมุดบ้าน "ป๋าเปรม" ครั้งนี้ย่อมไม่ธรรมดาแน่
เพราะมองได้ว่าย่อมเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง ในช่วงที่เกมการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลโดยการนำของพรรคประชาธิปัตย์ กับ "ทักษิณ" กำลังเดินทางเข้าใกล้จุดแตกหัก
ยิ่งในช่วงของการนับถอยหลัง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เตรียมออกนั่งบัลลังก์พิพากษาชี้ขาดคดียึดทรัพย์ ทักษิณ 7.6 หมื่นล้านบาท ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ จึงยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการแตกหักมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อจับสัญญาณที่ "ทักษิณ" ประกาศดับเครื่องชน เพื่อหวังใช้เป็นเงื่อนไขในการต่อรอง
ฉะนั้น ไม่ว่าเกมจะออกหัวหรือออกก้อย นับจากนี้จึงต้องจับตาการเคลื่อนไหวของ "ทักษิณ" และรัฐบาล ในช่วงนี้แบบห้ามกะพริบตา
โดยเฉพาะเมื่อ "ทักษิณ" ลดเงื่อนไขลงมาเหลือเพียงแค่ "ขอทรัพย์สมบัติคืน" เท่านั้น
เพราะในช่วงที่ "ทักษิณ" บินมากัมพูชาเพื่อรับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา เขาเคยเปรยกับเหล่าบรรดาผู้สื่อข่าวว่าการเดินเกมของเขาทั้งหมด เพื่อเจรจาทวงคืนทรัพย์สินให้ได้อย่างน้อย 3 หมื่นล้านบาทจากวงเงินทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ "ทักษิณ" จึงต้องต่อสู้ทุกรูปแบบ ด้วยการประกาศให้ถึงขั้นแตกหักกันไปเลย ผ่านการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง และลิ่วล้อบ้านเลขที่ 111
เมื่อ "ทักษิณ" เดินเกมประชิดตัว ไม่ใช่แค่ระดับรัฐบาลกับพรรคร่วม แต่ลุกลามไปถึง "อำมาตย์"
เห็นได้จากการเปิดเกมรุกไล่ทวงคืนที่เขายายเที่ยง ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พร้อมทั้งเตรียมทัพแดงไปชุมนุมที่เขาสอยดาว จ.จันทบุรี เพื่อกระทบชิ่งไปถึงสถาบันองคมนตรี
เพื่อตอกย้ำให้เห็นความอยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายแบบ 2 มาตรฐาน ให้เกิดการเทียบเคียงกับการซื้อที่ดินย่านรัชดา จนทำให้ "ทักษิณ" ต้องโทษติดคุก 2 ปี และกลายเป็นนักโทษชายหนีคุกจนถึงทุกวันนี้
ก็เป็นที่ชัดเจนว่า หากเงื่อนไขไม่เป็นตามเป้าหมาย "ทักษิณ" ก็พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางในการยุยงปลุกปั่นสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง ด้วยการยกทัพเสื้อแดงชุมนุมทั้งในเมืองหลวงและตามศาลากลางทุกจังหวัด
เป็นการตอบโต้ที่รัฐบาลไล่ต้อน "นักโทษชายทักษิณ" ให้จนมุม ด้วยความพยายามลงนามในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ระหว่างไทย กับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อตัดฐานบัญชาการรบใน "ดูไบ"
เมื่อรัฐบาลรจับไต๋ของ "นักโทษชายทักษิณ" ได้ทั้งหมดแล้ว จึงต้องหาทางสกัดกั้นเพื่อไม่ให้บรรลุเป้าหมาย
นั่นเป็นเพราะหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย "สงกรานต์เลือด" คนที่เสียก็เป็นรัฐบาล
ประกอบกับในช่วงที่พรรคร่วมเกิดปัญหาบาดลึกจากปมพิษปรับเก้าอี้ครม. ที่ "อภิสิทธิ์" เล่นบทพระเอก ขี่คอพรรคร่วมให้ต้องปฏิบัติตามกฎเหล็ก 9 ข้อ
ทำให้พรรคร่วมฯ เข้าตาจน ต้องยอมเป็นลูกไล่ของ "อภิสิทธิ์" จากการใช้กระแสสังคมร่วมบีบอีกทาง เพื่อสร้างภาพให้เกิดความโปร่งใส
แน่นอนเกมนี้ทำให้พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะภูมิใจไทย ที่มีอิทธิพลเหนือรัฐบาลเสียรังวัดไปพอสมควร จึงต้องกัดฟันทนรอวันเอาคืน
โดยเฉพาะเงื่อนไขการต่อรองแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 3 พรรคร่วม "ภูมิใจไทย-ชาติไทยพัฒนา-เพื่อแผ่นดิน" แท็กทีมกันบีบประชาธิปัตย์ให้เร่งเดินเครื่องแก้ไขที่มาของ ส.ส. เป็นเขตเดียวเบอร์เดียว เพื่อให้ง่ายต่อการสะสมทั้งกระสุนและกระแส
ท่ามกลางสถานการณ์ในช่วงคาบลูกคาบดอกที่ "ทักษิณ" เล่นเกมบี้ทั้งในและนอกสภา โดยเฉพาะศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมจ่อยื่นเข้าสภาทันทีในช่วงเปิดประชุมสมัยสามัญทั่วไปในวันที่ 21 มกราคม นี้ อันเป็นสัญญาณชัดเจนที่ทำให้เชื่อได้ว่า "ทักษิณ" ต้องเดินเกมทั้งหมดให้จบเร็วขึ้น ก่อนที่ศาลฎีกาฯ จะพิพากษาคดียึดทรัพย์
ช่วงนี้แหละเป็นจังหวะเหมาะสมที่สุด ที่พรรคร่วมรัฐบาลจะได้คิดบัญชี ชำระแค้นกับพรรคประชาธิปัตย์
เพราะการยื่นซักฟอกต้องแนบรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับญัตติ ซึ่งความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมฯ มีความสำคัญที่สุด
ยิ่งในยามที่พรรคเพื่อไทยพยายามแยกพรรคร่วมฯ เพื่อโดดเดี่ยวประชาธิปัตย์ จึงมีโอกาสที่พรรคร่วมฯ จะไม่ยกมือไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ถูกซักฟอก เพื่อให้แพ้โหวตในสภา
เมื่อถึงวันนั้นก็มีโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองกลางสภาก็เป็นได้
ด้วยเหตุนี้ "อภิสิทธิ์" จึงต้องหาทางตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ด้วยการมุดบ้าน "ป๋าเปรม"
ส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมฯ ก่อนคลื่นลมจะโหมกระหน่ำซัดรัฐบาลให้พังครืนในที่สุด
บัญชา แข็งขัน



