
เตือนเอกชนวางแผนรับความผันผวนธปท.ชี้เศรษฐกิจฟื้นแต่ต้องระวัง-ห่วงบาทแข็ง
ธปท.เตือนเอกชนรับมือความผันผวน มองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีหลายจุดที่ต้องระวัง รับเป็นความท้าทายในการดำเนินนโยบายของ ธปท. ด้านหอการค้าห่วงเงินบาทแข็งค่าเสียเปรียบการค้า ขณะที่ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นต่อเนื่อง
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายทางการเงินปี 2553" ว่า แม้ ธปท.จะมองว่าเศรษฐกิจไทยมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าปี 2552 แต่เห็นว่าความผันผวนก็มีมาก และต้องระมัดระวัง ซึ่งมีผลต่อการกำหนดนโยบายการเงินของแต่ละประเทศ โดยโจทย์สำคัญของนโยบายการเงินคือ การดูแลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องและมีเสถียรภาพและลดโอกาสที่จะเกิดความไม่มีเสถียรภาพจากเงินทุนไหลเข้า เป็นความท้าทายของภูมิภาค และการดำเนินนโยบายของ ธปท.
"การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีหลายจุดที่ต้องระมัดระวัง จึงไม่ควรประมาท ภาคเอกชนต้องปรับตัวมากขึ้นในปีนี้ จากความผันผวนจากตลาดการเงินโลกที่จะมีมากขึ้น โดยจะต้องวางแผนธุรกิจให้ดี ส่วนเงินเฟ้อก็มีแนวโน้มสูงขึ้น อยากให้เอกชนตระหนักว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินได้ แต่การเปลี่ยนแปลงคงค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวของภาคเอกชน" นายบัณฑิตกล่าว
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าสุดในรอบ 18 เดือน หลังหลุด 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในช่วงบ่ายมีสัญญาณการเข้าแทรกแซงจาก ธปท.ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง และปิดตลาดที่ระดับ 32.89-32.91 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยหลักที่มีผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และเงินทุนไหลเข้าในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าตามไปด้วย
นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การส่งออกปีนี้กลุ่มสินค้าเกษตรจะมีอนาคตสดใสจากทิศทางราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัว พิจารณาจากการขาดแคลนแรงงานที่เริ่มรุนแรงมากขึ้น แต่ยังเป็นห่วงอัตราแลกเปลี่ยน ที่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเห็นว่าเงินบาทควรมีทิศทางการแข็งค่าสอดคล้องกับคู่แข่งและประเทศในภูมิภาค เพื่อไม่ให้ศักยภาพการแข่งขันห่างกันมาก
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนธันวาคม 2552 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง เนื่องจากประชาชนมีความหวังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมทั้งการขยาย 5 มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และราคาน้ำมันที่ยังคงทรงตัว
"จากการปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นผู้บริโภค 2 เดือนติดต่อกัน ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มปรับตัวดีขึ้นเข้าใกล้ภาวะปกติ ซึ่งช่วยให้การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนเพิ่มขึ้น" นายธนวรรธน์ กล่าว



