
การลงทุนในทองคำ
ช่วงปี 2552 ที่ผ่านมา ถ้าถามว่าการลงทุนในรูปแบบไหนที่ฮิตติดอันดับในหมู่ผู้ลงทุนมากที่สุด แน่นอนว่าการลงทุนในทองคำ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของทองคำแท่ง ทองออนไลน์ ทองล่วงหน้า หรือ โกลด์ฟิวเจอร์ส ล้วนแต่อยู่ในความสนใจของผู้ลงทุนทั้งสิ้น
เนื่องจากราคาทองคำมีการปรับตัวสูงขึ้นไปเป็นประวัติการณ์ จากต้นปีราว 900 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยเอานซ์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.5 หมื่นบาทต่อทองคำหนัก 1 บาท ขึ้นไปสูงกว่า 1,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยเอานซ์ หรือเกือบแตะ 2 หมื่นบาท ในช่วงปลายปี ก่อนที่จะปรับตัวลดลงมาเล็กน้อย
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ทองคำได้รับความนิยมมากถึงขนาดนี้ เพราะคนนิยมซื้อทองคำ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงหรือซื้อง่ายขายคล่อง อีกทั้งมีความมั่นคงปลอดภัยสูงกว่าเมื่อเทียบกับการถือครองสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ รวมถึงช่วยปกป้องเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่สถานการณ์ไม่แน่นอน เช่น ในช่วงวิกฤติการณ์ทางการเงินโลกที่ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศซบเซา ผู้ลงทุนซึ่งเกิดความไม่มั่นใจในสภาพเศรษฐกิจและการลงทุนในหุ้นก็จะหันมาลงทุนในทองคำ เพราะเห็นว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงสุด
ทั้งนี้ การที่ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีหลัง อาจมองได้เป็นสองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกเป็นเรื่องของอุปทาน (Supply) ที่ลดลง ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ปริมาณการผลิตทองคำจากเหมืองต่างๆ ทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมืองในแถบแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตทองคำที่สำคัญมีปริมาณการผลิตลดลงกว่าครึ่งหนึ่งในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ในอดีตนั้น แอฟริกาใต้เคยมีปริมาณการผลิตสูงถึง 46% ของปริมาณทองคำโลก มีสาเหตุหลักมาจากปริมาณทองคำที่พบลดลง ประกอบกับต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากการปรับปรุงความปลอดภัยในการทำงานของคนงาน การรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น อย่างไรก็ดี เป็นที่คาดกันว่า กว่าเหมืองต่างๆ จะสำรวจแหล่งทองคำและผลิตจนสามารถทำให้อุปทานเพิ่มขึ้นได้นั้น คงจะอยู่ในช่วงปี 2554-2555 อีกทั้งรัฐบาลในประเทศต่างๆ ซึ่งเคยเป็นผู้ขายทองคำรายใหญ่ก็ลดปริมาณการขายทองคำลง
ส่วนที่สอง เป็นเรื่องของประโยชน์ใช้สอย โดยประมาณ 68% ทองคำถูกนำมาใช้เป็นเครื่องประดับ ประมาณ 14% ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การแพทย์ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น และส่วนที่เหลืออีกประมาณ 18% ใช้เพื่อการลงทุน อย่างไรก็ดี พบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงจากการใช้ทองคำเพื่อเป็นเครื่องประดับ มาเป็นการลงทุนในทองคำ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ทางการเงินอีกรูปแบบหนึ่ง รวมทั้งเริ่มนิยมซื้อขายทองคำในรูปแบบอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เหรียญ ทองคำแท่ง หรือตราสารที่ให้ผลตอบแทนเชื่อมโยงกับทองคำ ได้แก่ กองทุนอีทีเอฟทองคำ หรือตราสารอื่นที่หนุนหลังโดยทองคำ เป็นต้น โดยในช่วงปี 2550 กองทุนอีทีเอฟมีการถือครองทองคำอยู่เกือบ 19% ของความต้องการทองคำทั้งหมด
จากที่กล่าวมาทั้งหมด อาจสรุปได้ว่า ความนิยมลงทุนในทองคำจะยังคงเพิ่มขึ้น เนื่องราคาทองคำยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น ประกอบกับมีผลการวิจัยทั้งในบ้านเราและต่างประเทศพบว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำไม่มีความสัมพันธ์กับผลตอบแทนจากการลงทุนในหลักทรัพย์ ซึ่งหมายถึงว่า การเพิ่มทองคำเข้ามาในพอร์ตลงทุนจะสามารถช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนได้เป็นอย่างดี
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย



