ข่าว

เรื่องเก่าเล่าซ้ำ

เรื่องเก่าเล่าซ้ำ

15 ม.ค. 2553

ความจริงหลายอย่างที่มีและดำรงอยู่ในชุมชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีมากมายสารพันความดีงามที่เราพลเมืองไทยน่าจะมีเก็บไว้ในหัวใจ ดังที่เราทราบกันดีว่าบ่อเกิดของแหล่งหรืออู่อารยธรรมบางอย่างมักจะได้รับการสืบทอดและยังคงปฏิบัติกันอย่างสม่ำเสมอในชุมชนคนชายขอบ

หรือที่คนเมืองใหญ่เขาจะเรียกว่าคนบ้านนอก ความรู้สึกของคำว่าบ้านนอกในบางครั้งเรารู้สึกว่าน่าน้อยใจเพราะมีความหมายเหมือนต่ำต้อย ถูกดูถูกดูแคลน ไม่ทันสมัย (อีกสารพัดความคำพูด) แต่มุมมองหลายอย่างก็ยังคงดำรงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในสังคมไทย

ได้เคยร่วมงานการศึกษาและวิจัยกับชาวต่างชาติเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา ได้นำเขาให้ไปรู้จักกับต้นข้าว ต้นมะพร้าว มะม่วง สัตว์เลี้ยงวัวควายเป็ดไก่และผู้คนตามหมู่บ้านห่างไกล การคมนาคมที่ทุลักทุเลแสนจะกันดาร แต่แปลกกลับเห็นใบหน้าเขาเหล่านั้นอิ่มเอิบและรอยยิ้มใสสะอาด ถึงแม้เขาจะเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทาง และความไม่สะดวกในทุกกระบวนความ ไม่ว่าจะเรื่องนอน เรื่องอาหารการกิน เรื่องห้องน้ำห้องท่า ที่ทุกอย่างอยู่กับธรรมชาติทั้งหมด

หลายคนคงนึกไม่ออกกระมังว่าคำว่าธรรมชาติคือเวลาจะกินอาหารก็เดินไปที่ชายป่าเก็บยอดใบไม้ ตัดต้นบอนเพื่อทำแกงกะทิ เด็ดยอดผักขูดเพื่อลวกจิ้มน้ำพริก(เกลือกับพริกเท่านั้น) ตัดต้นไผ่เพื่อจะได้ทำข้าวหลามและหุงข้าวในกระบอกไม้ไผ่ ขุดหัวเผือกและขูดมะพร้าวจิ้มเป็นอาหารว่างที่โอชะ ถึงเวลาอาบน้ำก็ลงไปอาบในอ่างน้ำธรรมชาติคือลำธารและลำห้วย ใครผู้ใดจะทำธุระส่วนตัวก็ไปเข้าป่าให้ไกลจากที่อาบน้ำสักหน่อย ถึงเวลานอนก็กางมุ้ง เปิดหน้าต่างรับลมโกรกพัดหวิวเย็นชุ่มฉ่ำกับน้ำค้างยามดึก เขาบอกกับชาวบ้านและพวกเราว่านี่คือชีวิตที่มีคุณค่าและมีความสุขที่สุด

เหล่านี้คือชีวิตที่กำลังจะค่อยๆ หายๆ ไปเพราะความสะดวกจากถนนดำ (ลาดยาง) เสาไฟและสายไฟโยงระย้าเกือบทุกชุมชน ไฟฟ้าสว่างไสวที่เราคิดว่านี่คือสิ่งที่จะทำให้เราชนชายขอบมีความสุขกับความสะดวกสบายที่ได้รับ เมื่อชาวต่างชาติเหล่านั้นย้อนกลับมาอีกในเวลาไม่กี่ปีต่อมา เขาไม่รู้สึกแปลกกับความเจริญที่มาเยือน เพราะมันเกิดเกือบทุกท้องถิ่นทั่วไป ทั้งในประเทศนี้และในที่อื่นทั่วโลก เขาเล่าว่าเขาเห็นการเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งเป็นเรื่องปกติแต่ที่รู้ลึกลงไปคือเขาเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ในส่วนหนึ่งเขาภูมิใจเป็นนักเป็นหนาคือได้เห็นลูกหลานชาวบ้านต่างขวักไขว่กุลีกุจอกับการรับประทานอาหารแต่เช้ามืด เพื่อจะรีบไปโรงเรียน ที่เป็นเด็กเล็กๆ ไปเรียนในหมู่บ้าน ที่โตๆ บางคนขี่รถจักรยานยนต์และอีกหลายคนกำลังรอรถโรงเรียนมารับถึงหน้าบ้าน

แต่เมื่อได้คุยกับชาวบ้านหลายคนเขากลับมีคำถามขึ้นมาว่า ทำไมชาวบ้านเขาอยู่อย่างหวาดผวามากขึ้น ไม่ไว้ใจกันและกันมากขึ้น และที่สำคัญเขาเห็นความสามัคคีในสังคมดูจะอ่อนลงและเปลี่ยนแปลงไปมาก เขาไม่เห็นผู้นำมาร่วมวงคุยกับชาวบ้านมากเหมือนก่อน หลายคนบอกว่าต้องไปประชุมกับราชการถี่และบ่อยขึ้น ชาวบ้านบอกว่า ที่สำคัญมีคนถืออาวุธเข้าหมู่บ้านเยอะแยะมากมาย ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าหน้าที่จริงหรือปลอมมา (เพราะหน้าตาและการแต่งตัวจะแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร)
ก่อนหน้าโน้นเวลาเจ้าหน้าที่จะเข้าหมู่บ้านอย่างน้อยกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านต้องรับรู้ แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่รู้จริงๆ หลายครั้งมากลางวัน บ่อยครั้งอยู่หลังบ้านในยามวิกาลและในสวนยางในยามเช้า บางครั้งคนนอกมาอยู่ในหมู่บ้านก็ยังไม่กล้าถามเพราะมีการพูดว่าเขาคือเจ้าหน้าที่ ครั้นจะไปบอกที่อำเภอก็ยิ่งไม่กล้าเพราะไม่รู้ว่าความลับจะถูกเปิดเผยหรือเปล่า เขาเองต้องเดินทางกลับบ้านและต้องอยู่ในหมู่บ้านตลอดเวลา ไม่มีใครจะมาคุ้มครองเขาได้ เขากล่าวว่าเป็นเพราะเหตุนี้หรือเปล่าที่ชาวบ้านชอบพูดว่า “ไม่รู้ไม่เห็นแล้วจะเป็นเกราะป้องกันความปลอดภัยของตนเองและครอบครัวที่ดีที่สุด”

ถ้าเป็นดังที่นักวิจัยได้พูดไว้นั้นเป็นจริง ก็คงไม่ใช่อะไรใหม่นอกจากจะบอกว่าวิธีการเข้าถึงจิตใจประชาชนเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกันไม่ใช่จะใช้อาวุธเพียงอย่างเดียวจะสามารถสร้างความสำเร็จในการแก้ปัญหาได้ ทุกอย่างต้องกลับไปสร้างความสุขแก่ชุมชนตามที่ชุมชนต้องการและความมั่นคงของสังคมประเทศจะมีผลตามมาอย่างไม่ยืดเยื้อเนิ่นนานเป็นแน่

อัฮหมัด สมบูรณ์  บัวหลวง
Thailand Centre for Muslim and Democratic Development (TCMD)
[email protected]