ข่าว

สิทธิมนุษยชนไทยจี้ปฏิรูปวงยุติธรรมเน้นดงตร.

สิทธิมนุษยชนไทยจี้ปฏิรูปวงยุติธรรมเน้นดงตร.

14 ม.ค. 2553

เวทีสิทธิมนุษยชนไทย ถกจี้ปฏิรูปวงการยุติธรรมเน้นคนสีกากี แนะรณรงค์ปชช.เข้าใจรู้ทันอำนาจรัฐปกป้องตนเอง

 (14 ม.ค.)  ที่สมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดเสวนาเรื่อง “สิทธิมนุษยชนระหว่างตำรวจและผู้ต้องหา” มีวิทยากรประกอบด้วย นายสมชาย หอมลออ ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นางสาวนฤมล ทับจุมพล อาจารย์ภาควิชาการปกครองคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ นางจุฑารัตน์ เอื้ออำนวย อาจารย์ภาควิชาอาชญาวิทยาคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ และนางพิกุล พรหมจันทร์ ตัวแทนภาคประชาชนในฐานะญาติผู้เสียชีวิตจ.กาฬสินธุ์ในนโยบายปราบปรามยาเสพติดปี 40

 นายสมชาย กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจต่อผู้ต้องหา ตนรู้สึกเห็นใจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่มีความเข้าใจในหลักการสิทธิมนุษยชน เพราะอาจยังไม่มีการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ ทำให้มีการข่มขู่ คุกคาม ทรมานผู้ต้องหาให้เห็นอยู่บ้าง เช่น กรณีของซาอุดิอาระเบียที่เป็นคดีความเกิดขึ้นในไทย ทำให้ทราบถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ต้องการสะสางคดี ที่เป็นคดีใหญ่มีกระแสกดดันจากสังคมมาก จนมีกระแสข่าวมีการอุ้ม ทรมานข่มขู่ผู้ต้องหาจนถึงแก่ชีวิต จึงเป็นคำถามที่ตามมารัฐบาล ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่หรือไม่ในการดูแลเจ้าหน้าที่ ให้ดำเนินการต่อผู้ต้องหาอย่างเป็นธรรม

 “รัฐบาลควรทำให้เกิดความยุติธรรม ความเสมอภาคทางด้านสิทธิมนุษยชน ต้องมีการปฏิรูปการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างจริงจัง ให้ปราศจากอิทธิพลเข้ามาควบคุม ทั้งอิทธิพลภายนอกระบบอิทธิพลภายในระบบ อย่างไรก็ตามขณะนี้กลุ่มเอ็นจีโอ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนพยายามรณรงค์ ผลักดันเพิ่มข้อหาบางประการให้มีผลบังคับใช้เช่น ข้อหาการทรมาน เพื่อนำมาบังคับไม่ให้เกิดการทรมานผู้ต้องหา และข้อหาบุคคลหายสาบสูญ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการยัดเยียดการเป็นบุคคลสูญหายเหมือนกรณีของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความมุสลิม” นายสมชาย กล่าว

 นายสมชาย กล่าวว่า ในการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความเข้าใจจริงหรือไม่ว่า การปราบปรามอาชญากรรมต้องเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งเข้าใจว่า เจ้าหน้าที่บางคนไม่รู้ถึงสิทธิของผู้ต้องหาที่ควรมี หรืออาจจะรู้แต่ไม่ได้นำไปใช้ ทั้งนี้ในทางกลับกันผู้ต้องหาก็ไม่รู้ในสิทธิที่ตนเองควรจะได้รับ เช่น สิทธิในการติดต่อครอบครัว สิทธิในการขอทนายในการสอบปากคำ เป็นต้น ดังนั้นในฐานะที่เป็นทนายความขอแนะนำประชาชนว่า หากไม่สามารถไว้ใจในกระบวนการกลั่นกรองในชั้นเจ้าพนักงาน ให้ผู้ต้องหาปฏิเสธเอาไว้ก่อน โดยสามารถที่จะให้ปากคำในกระบวนการชั้นศาลได้ หากเห็นว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

 ด้านนางจุฑารัตน์ กล่าวว่า ประเทศไทยควรต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของไทยทั้งระบบ เพราะการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ต้องหา ที่เกิดจากโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมที่อ่อนแอ จึงส่งผลให้ตำรวจบางส่วนทำตัวเป็นแกะดำหาช่องทางไปดำเนินการเองโดยพละกาล เพื่อหาเงินหรือผลประโยชน์ ถือเป็นอาชญากรในเครื่องแบบตำรวจ เช่น กรณีของผู้กองณัฐ กับพวกที่ยัดข้อกล่าวหาเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชน

 “เจ้าหน้าที่ตำรวจกลายเป็นอาชญากรรมรัฐ รัฐอาจทำการละเมิดสิทธิของพลเมืองโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม การสั่งการเจ้าหน้าที่ให้ไปดำเนินการจนตกเป็นจำเลยของสังคม ส่วนนี้เป็นอาชญากรรมเชิงนโยบาย เพราะเกิดจากการที่รัฐมีนโยบายที่ไม่มีความชัดเจน เช่น กรณีการประกาศสงครามกวาดล้างยาเสพติด ส่งผลให้เกิดการฆ่าตัดตอนเป็นจำนวนมาก” นางจุฑารัตน์ กล่าว

 นางจุฑารัตน์ กล่าวว่า การใช้ดุลยพินิจของตำรวจเกี่ยวกับการเคารพสิทธิมนุษยชน กฎหมายไม่ได้มีการกำหนดให้มีการชี้ที่เกิดเหตุ แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา เมื่อมีการนำผู้ต้องหาชี้จุดเกิดเหตุแล้ว เกิดการรุมประชาทัณฑ์จากชาวบ้านในพื้นที่ ย่อมเป็นการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ให้การดูแลผู้ต้องหาตามสิทธิที่เขาควรได้รับ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรทำในตอนนี้คือการจัดทำคู่มือของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และสิทธิที่ประชาชนควรจะมีเพื่อทำให้เขารับรู้ นอกจากนี้ควรแยกการเมืองออกจากตำรวจ เพื่อให้ตำรวจทำงานสนองบริการรับใช้ประชาชน

 นางสาวนฤมล กล่าวว่า กฎหมายไทยในปัจจุบันมีประมวลกฎหมายแพ่ง และกฎหมายอาญาที่นำมาใช้ตั้งแต่สมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองในพ.ศ. 2475 จึงไม่สามารถวิจารณ์ตำรวจได้ เพราะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ยังไม่รู้ศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ว่า เป็นสิ่งสำคัญ โดยมีความคิดเรื่องเกี่ยวกับการแบ่งแยกผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยออกไปจากสังคม ซึ่งยังคงมีอยู่ ถ้ารัฐไม่ถือว่าบุคคลเหล่านี้เป็นพลเมือง ปัญหาเหล่านี้ควรจะต้องทำเช่นไร

 “รัฐไม่ถือว่า ผู้ต้องหาเหล่านั้นเป็นพลเมืองของรัฐทำให้เกิดการใช้อำนาจเจ้าหน้าที่โดยลืมคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนทำให้เกิดความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น อย่างปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ประเทศไทยติดอยู่ในอันดับ 3 ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดจากการก่อการร้าย ทำให้องค์การสหประชาชาติ ไม่เห็นด้วยกับเรื่องการให้สิทธิที่เลื่อนลอยกับเจ้าหน้าที่ โดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน” นางสาวนฤมล กล่าว

 ขณะที่นางพิกุล พรหมจันทร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาจ.กาฬสินธุ์ มีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่เข่นฆ่าประชาชน แต่ชาวบ้านไม่กล้าที่พูดในยุคการประกาศสงครามกับยาเสพติดปี 40 เนื่องจากมองว่า กระบวนการยุติธรรม ตำรวจ ศาล ตุลาการ ใน จ.กาฬสินธุ์ มีความล้มเหลวมาตลอดต่อเนื่องมาในช่วงปี 2547 ยังมีประชาชนในพื้นที่ตายกันทุกวันเช้า-เย็น โดยที่ไม่ปรากฏเป็นข่าว เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐพยายามช่วยกันปกปิดข้อมูลไม่ส่งข้อมูลไปให้กับฝ่ายปกครอง

 “การประกาศนโยบายปราบปรามสงครามกับยาเสพติด ในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะนั้นผู้ว่าฯ กาฬสินธุ์ได้ประกาศให้จังหวัดเป็นจังหวัดสีขาว ในการปราบปรามกวาดล้างยาเสพติด โดยผู้ว่าฯ นายอำเภอต่างได้รับรางวัลปืนทองคำ แหนบทองคำ และรางวัลจากกระทรวงมหาดไทย ที่สามารถกวาดล้างยาเสพติดได้ โดยมีประชาชนตายทุกวันเช่นกัน” นางพิกุล กล่าวและว่า ปัจจุบันคดีการเสียชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ 3 รายที่มีความไม่ชอบมาพากล ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว ชาวบ้าน 3 รายที่ตายล้วนอยู่ในลักษณะผูกคอตาย ตามร่างกายมีรอยรองเท้าบูทเต็มไปหมด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่กลับลงความเห็นว่า เป็นการฆ่าตัวตายแทบทั้งสิ้น ฉันไม่ปักใจเชื่อ ก่อนหน้านั้นมีพยานเป็นชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ทั้ง 3 รายได้ถูกตำรวจในพื้นที่ควบคุมตัวไปทุกคน ที่สุดกลับตายในลักษณะของการผูกคอทุกคนเงือนยังเป็นแบบเดียวกัน” นางพิกุล กล่าว

 ต่อมาได้มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น นายดล บุนนาค ผู้พิพากษา กล่าวว่า ในทางทฤษฎีตามกฎหมายผู้ต้องหามีสิทธิในการขอพบทนายความ ความรวดเร็วในการสืบสวน สิทธิในการพบญาติ การรักษาพยาบาลและการเยียวยาแก้ไข การที่ตำรวจลิดรอนสิทธิดังกล่าวของผู้ต้องหาถือว่า มีความผิดไม่สามรถกระทำได้

 ด้านพล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัด ในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า เรื่องสิทธิมนุษยชนต้องมีการให้ความรู้แก่ภาคประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้สามารถใช้สิทธิปกป้องตนเอง ขณะเดียวกันหากมีเจ้าหน้าที่ไปทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับชาวบ้านต้องพิจารณาลงโทษอย่างหนัก ปัจจุบันหลักสูตรโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้มีการให้ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากเจ้าหน้าที่ตำรวจเองที่มีความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนแต่กลับใช้เป็นช่องทางในการละเมิดสิทธิ เห็นว่า สมควรที่จะได้รับโทษเป็น 2-3 เท่า

 “ผมเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้วางโครงการอบรมสิทธิมนุษยชนให้กับตำรวจตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ มีโครงการจัดส่งนักสิทธิมนุษยชน นักกฎหมาย ไว้ประจำจังหวัดเพื่อคอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสิทธิแก่ประชาชนที่สนใจ” กรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าว