ข่าว

ส.สิ่งทอไทยล้านนาฯมุ่งเจาะตลาดอาหรับ-ยุโรป

ส.สิ่งทอไทยล้านนาฯมุ่งเจาะตลาดอาหรับ-ยุโรป

14 ม.ค. 2553

สมาคมฯสิ่งทอไทยล้านนา คาดยอดการส่งออกสินค้าสิ่งทอปี 53 ขยายตัว 5% จากปี 52 ที่มีมูลค่าการส่งออก 2,000 ล้านบาท เตรียมแผนขยายตลาดส่งออก เจาะประเทศกลุ่มอาหรับ ยุโรป อเมริกา แนะรัฐเร่งส่งเสริมพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ เน้นทำตลาดส่งออกเชิงรุก หวั่นไม่ปรับตัวพัฒนารู

 นายวิกรณ์ พรหมชนะ นายกสมาคมอุสาหกรรมสิ่งทอไทยล้านนา เปิดเผยว่า ตลาดส่งออกสิ่งทอของภาเหนือในปี 2553 เริ่มมีสัญญาณตอบรับที่ดี หลังคำสั่งซื้อสินค้าจากญี่ปุ่น จีน และเกาหลี ฯลฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2552  หลังจากช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี  คำสั่งซื้อชะลอตัวลงเพราะผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและการเมืองภายในประเทศ  

 ทั้งนี้ คาดว่าการส่งออกสินค้าประเภทสิ่งทอในปี 2553 จะยอดการส่งออกเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 5% หรือมีมูลค่าการส่งออกประมาณ  3,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ยอดการส่งออกขยายตัวเพียง 2 % หรือราว 2,000  ล้านบาท โดยคาดว่าในช่วงต้นปีนี้คำสั่งซื้อจะทะยอยเข้ามา  ในปี 2553 ยังมีการเตรียมแผนขยายตลาดการส่งออกในประเทศแถบอาหรับ ยุโรป และอเมริกา และการเร่งสร้างความเชื่อมั่นในตลาดเอเซีย ที่เป็นฐานตลาดการส่งออกเดิม ทั้งในญี่ปุ่น จีน เกาหลี ไต้หวัน ลาว พม่า ฯลฯ

 นอกจากนนั้นในปี 2553 สมาคมฯมีเป้าหมายที่จะพัฒนาและส่งเสริมสินค้าระดับชุมชน ภายใต้การดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยจะมีการเพิ่มความรู้พื้นฐานต่างๆ เช่น การย้อมสี การทอ การดีไซด์ออกแบบ และการพัฒนารูปแบบของสินค้า เพื่อศักยภาพและคุณภาพ  มาตรฐานของสินค้าเพื่อสามารถแข่งขันในตลาดส่งออได้   รวมทั้งการพัฒนาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เพราะที่ผ่านมายังมีการพัฒนาค่อนข้างน้อย จะมีการนำดีไซน์เนอร์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางมาให้ความรู้เรื่องการผลิตและออกแบบให้ผู้ประกอบการ

 นายวิกรณ์ กล่าวอีกว่า ปัจุบันการผลิตสิ่งทอในประเทศต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาใช้เพราะที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอ  ต้องนำเข้าจากประเทศ อินเดีย จีน อเมริกา ลาวและพม่า  แต่ถึงแม้จะมีต้นทุนที่สูงแต่ยังสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำและค่าแรงงานถูก อย่างจีน เวียดนามได้ เนื่องจากช่วงหลังการส่งออกสินค้าประเภทสิ่งทอสามารถส่งออกได้ในจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนวัตถุดิบยังไม่สูงเกิน 20 % หากดูจากต้นทุนแล้วยังสามารถสู้กับคู่แข่งได้อยู่

 ส่วนคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญ คือ จีน ปัจจุบันได้ก้าวเข้ามาเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าอันดับหนึ่งของโลก ต้องยอมรับว่า ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถสู้จีนได้ หากดูจากสัดส่วนการส่งออกสินค้าของจีนนั้นมากกว่าไทยถึง 100 เท่า และเมื่อเทียบมูลค่าการส่งออกสิ่งทอมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 2,000 ล้านบาทเท่านั้น  ขณะที่จีนนั้นมีต้นทุนค่าแรงงานต่ำกว่า มีเทคโนโลยีต่างๆที่ทันสมัย แต่ผู้ประกอบการในภาคเหนือสามารถแข่งขันได้โดยใช้เอกลักษณ์วัฒนธรรมที่โดนเด่นของภาคเหนือ ใส่ไปในตัวสินค้า เป็นสิ่งที่ต่างชาติให้การยอมรับ

  ส่วนประเทศเวียดนามถือว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว เพราะค่าแรงของเวียดนามนั้นต่ำกว่า ขณะเดียวกันรูปแบบสินค้าและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งราคา ยังใกล้เคียงกับของไทยมาก หากไม่มีการปรับเปลี่ยนอีก 1 - 2 ข้างหน้าไทยอาจถูกเวียดนามแซงหน้า และอาจส่งผลให้นักธุรกิจย้ายฐานการลงทุนไปที่เวียดนามแทน นาย วิกรณ์ กล่าวว่า สำหรับปัจจัยบวกที่มีผลต่อตลาดสิ่งทอ คือ ศักยภาพของสินค้าสิ่งทอของไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้การส่งออกมีทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ ที่สำคัญความมีเสน่ห์ ฝีมือ ความปราณีต  ในการผลิตสินค้า โดยเฉพาะสินค้าประเภทผ้าฝ้าย ยังคงสร้างความสนใจให้กับนักลงทุนชาวต่างชาติอยู่ ส่วนปัจจัยลบ น่าจะเป็นการขาด โอกาสทางการตลาดและโครงสร้างพื้นฐานในรูปแบบของสินค้าและการออกแบบ  สมาคมฯ อยากเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยส่งเสริมการออกแบบสินค้าและตลาดส่งออกในเชิงรุก  รวมทั้งการร่วมมือระหว่างรัฐบาล กับเอกชนในการจัดกิจกรรมการจัดแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เชื่อได้ว่าใน 3-5 ปี ตลาดอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทย น่าจะมีทิศทางที่เติบโตอย่างรวดเร็วได้