
อภิสิทธิ์เเต่งตั้งกก.สร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม
นายกฯ เเต่งตั้งคณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม หลังจากผอ.ศูนย์คุณธรรมเสนอนายกฯตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนคุณธรรมเพื่อสังคม ใช้งบลานบุญทั่วประเทศ75ล้านศาสนถาน600แห่ง
เมื่อเวลา14.00 น.วันที่ 14 มค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมเเละเเต่งตั้งคณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม โดยนายอภิสิทธิ์ให้เหตุผลการเเต่งตั้งคณะกรรมการฯชุดนี้ว่ารัฐบาลมีนโยบายนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในขั้นที่ 2 เเละ 3 มาเป็นฐานสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นรูปธรรมที่เรียกว่ากิจการเพื่อสังคม ที่เป็นธุรกิจลักษณะพิเศษที่ตั้งมาเเก้ไขปัญหาสังคม สุขภาวะเเละสิ่งเเวดล้อมไปพร้อมกับการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนเพื่อความก้าวหน้าของประเทศ เช่น
กิจการด้านพลังงานทดเเทนในระดับท้องถิ่น การท่องเที่ยวที่จัดการโดยชุมชน กิจการให้สินเชื่อขนาดเล็กสำหรับคนยากจน การเกษตรยั่งยืน การพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนยากจน การสร้างานให้ผู้พิการ สื่อสร้างสรรค์ ฯลฯ เพราะโครงการเหล่านี้เป็นกระเเสไปทั่วโลกโดยเฉพาะอังกฤษที่ปรากฏว่าสร้างรายได้ให้ประเทศ ปีละ 8000 ล้านปอนด์
บริติช เคานท์ซิลที่ได้ร่วมประสานภาครัฐเเละเอกชนในการสร้างกิจการเพื่อสังคมในไทยจะสนับสนุนความรู้ เครื่องมือเเละการช่วยเหลืออื่นๆด้วยเพราะวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้หลายบริษัทปิดตัวลง เเต่กิจการเพื่อสังคมนี้สามารถเติบโตเเละคงสถานภาพได้
โดยยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานของคณะกรรมการฯประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 3 ด้านคือ 1 การสร้างการรับรู้เเละการเรียนรู้ในสังคมไทยเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนเเละเเลกเปลี่ยนความรู้ในระดับภูมิภาค 2 การพัฒนารูปเเบบขีดความสามารถกิจการเพื่อสังคม 3 พัฒนาช่องทางการเข้าถึงเงินทุนเเละทรัพยากร ทั้งนี้จะมีการเเต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ 3 ชุด เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาตร์ในข้างต้นต่อไป
เสนอ"มาร์ค"ตั้งคณะอนุกก.ขับเคลื่อนคุณธรรมเพื่อสังคม
น.ส.นราทิพย์ พุ่มทรัพย์ ผอ.ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม(ศูนย์คุณธรรม)ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม ครั้งที่ 1 ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ศูนย์คุณธรรมได้เสนอต่อที่ประชุมถึงแนวทางการส่งเสริมกิจการเพื่อสังคมแล้ว โดยจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการทำงาน 3 ชุดได้แก่1.คณะอนุกรรมการด้านการสร้างการรับรู้และเรียนรู้ 2.คณะอนุกรรมการพัฒนารูปแบบและขีดความสามารถของกิจการเพื่อสังคม 3.คณะอนุกรรมการพัฒนาช่องทางการเข้าถึงเงินทุนของกิจการเพื่อสังคม
น.ส.นราทิพย์ กล่าวอีกว่า สำหรับบทบาทหน้าที่ของคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว จะจัดประกวดกิจการเพื่อสังคมระดับประเทศ คัดเลือกกิจการเพื่อสังคมที่หลากหลาย จัดสัมมนาภายในประเทศและระหว่างประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาคู่มือเนื้อหาประกอบการเรียนในระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันเฉพาะทาง รวมทั้งศึกษาและพัฒนารูปแบบองค์กรที่อาจจะต้องมีกฎหมายและกฎเกณฑ์เฉพาะ พัฒนากองทุนใหม่ๆ นอกจากนี้ จะมีการพัฒนาศูนย์บ่มเพาะกิจการเพื่อสังคมโดยเฉพาะ คล้ายกับตัวอย่าง KaosPilot ที่แสกนดิเนเวีย อีกทั้งเสริมศูนย์ข้อมูลให้คำปรึกษา และศูนย์อบรมที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการต้นกล้าอาชีพ หรือ เพิ่มประเด็นตลาด fair-trade ในศูนย์ข้อมูลการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น
“การประชุมสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ที่ผ่านมาได้มีการกล่าวถึงการดำเนินธุรกิจคุณธรรม หรือธุรกิจเพื่อสังคม จึงได้นำมาต่อยอดเสนอรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ดิฉันเชื่อมั่นว่าเมื่อกระบวนการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมเป็นรูปธรรมจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มีคุณธรรม อีกทั้งดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น”ผอ.ศูนย์คุณธรรม กล่าว
งบลานบุญทั่วประเทศ75ล้านศาสนถาน600แห่ง
นายสด แดงเอียด อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) กล่าวว่า ตามที่นางโสมสุดา ลียวะณิช รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้ลาออกจากการเป็นประธานคณะอนุกรรมการติดตามเร่งรัดการดำเนินโครงการลานบุญ ลานปัญญา ของ ศน. และได้แต่งตั้งตนเป็นประธานนั้น ขณะนี้ ตนได้มอบหมายให้ นายกฤษศญพงษ์ ศิริ รองอธิบดี ศน. จัดทำกรอบการดำเนินงานโครงการ ลานบุญลานปัญญา เพื่อใช้ในการวางแผนการปฏิบัติงานให้มีความชัดเจนในการลงสู่ศาสนสถานทั่วประเทศ เนื่องจากโครงการดังกล่าว มีความต้องการที่จะพลิกฟื้นนำคุณค่าของศาสนสถานในปัจจุบันให้เป็นศูนย์กลางการระดมคนในชุมชน ในการสร้างกิจกรรมที่สร้างสรรค์ของชุมชนต้องการ ที่สำคัญเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของภูมิภาคต่างๆ ได้
นายสด กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดกิจกรรมของโครงการลานบุญลานปัญญานั้น ศน. ได้รับงบประมาณ ดำเนินงานจำนวน 75 ล้านบาท โดยจะมีการจัดสรรให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการร่วมกับศาสนสถานและชุมชน ดังนี้ 1.สนับสนุน งบประมาณ ให้ศาสนสถาน 75 จังหวัด จังหวัดละ 8 แห่งๆละ 100,000 บาท รวม 60,000,000 ล้านบาท ในการ จัดลานบุญลานปัญญา ของศาสนาสถาน ได้แก่ศาสนา พุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ และเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมตลอดปี และสร้างเครือข่ายชุมชน 2.สนับสนุนงบประมาณให้ 75 จังหวัดๆละ 80,000 บาท รวม 6,000,000 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของจังหวัดในการบริหารจัดการโครงการ อาทิ การจัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ คัดเลือกศาสนสถาน การรายงานผลและประเมินผลทุกๆ 3เดือน 3.จัดประชุมชี้แจง ติดตามสรุปผลโครงการภาพรวมทั่วประเทศ จำนวน 9,000, 000 ล้านบาท
“ที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวถูกสาธารณชนมองว่าเป็นโครงการที่ไม่สอดรับกับนโยบายไทยเข้มแข็งของรัฐบาล แต่ผมเชื่อว่า อย่างน้อยที่สุดโครงการนี้จะสามารถยกระดับจิตให้ของประชาชนในชุมชนให้สูงขึ้น และจะมีการรวมตัวให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้การสร้างตลาดนัดในชุมชน ที่สำคัญจะส่งผลต่อการต่อยอดในพัฒนาสินค้าของชุมชนให้ไปสู่ระดับชาติ และขอยืนยันว่าผมจะคุมโครงการนี้ให้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใส และจะไม่มีการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างแน่นอน ” อธิบดี ศน. กล่าว



