
หญิงยุคใหม่ ปลุกการเมืองแบบมีส่วนร่วม
ความเสมอภาคระหว่างหญิงชายยังคงเป็นประเด็นให้หยิบยกขึ้นมาพูดในวงกว้าง สำหรับเมืองไทยแม้จะไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิสตรี
แต่ในทางปฏิบัติยังคงเห็นความเหลื่อมล้ำระหว่างหญิงชายอยู่เรื่อยๆ ปีนี้ครบ 20 ปี การจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ มีการจัดกิจกรรมประชุมสมัชชาสตรีแห่งชาติ ประจำปี 2552 ภายใต้แนวคิด "สองทศวรรษพัฒนาสตรีความเสมอภาคหญิงชายในประเทศไทย" โดยสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นแม่งานใหญ่ ที่ชาเลนเจอร์ฮอลล์ เมืองทองธานี เมื่อวันก่อน
ในวงเสวนาได้มีการเสนอหัวข้อประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความเสมอภาคหญิงชาย อย่างเรื่อง "สตรีกับการมีส่วนร่วมในทางการเมือง" ซึ่งเวทีสมัชชาสตรี 4 ภาค มีความเห็นว่าสตรีมีส่วนร่วมทางการเมืองน้อยกว่าชายในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นที่ ท้องถิ่น จนถึงระดับชาติ โดยเฉพาะการเมืองระดับท้องถิ่นนั้น พบว่ามีนักการเมืองสตรีที่ได้รับเลือกตั้งเพียงร้อยละ 5 ซึ่งสาเหตุเกิดจากทัศนคติของสังคม และวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ รวมถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระบบอุปถัมภ์ ทำให้ผู้หญิงไม่กล้าลงสมัครรับเลือกตั้ง จึงเสนอควรแบ่งสัดส่วนระหว่างนักการเมืองหญิงชายเป็น 50:50 เพื่อความเสมอภาค
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ รองประธานสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองคนที่ 2 สภาพัฒนาการเมือง ให้ความเห็นว่า หากต้องการให้ผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้น ต้องมีการผลักดันสนับสนุนอย่างจริงจังจากทุกฝ่าย ภาครัฐต้องกำหนดให้สตรีกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นวาระแห่งชาติ มีการแก้ไขกฎหมายที่เลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง และฝ่ายบริหารต้องนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง
"การพัฒนาการเมืองแบบก้าวกระโดดทำให้ผู้หญิงไม่มีความพร้อม เลยทำให้ผู้นำการเมืองต้องเป็นฝ่ายชาย ความจริงต้องหลอมรวมเป็นหนึ่ง ข้อเสนอในระดับพื้นที่ หรือระดับชาติสัดส่วน 50:50 ก็จะได้ข้อเสนอที่บรรลุเจตนารมณ์แห่งความเสมอภาค ซึ่งขณะนี้ในต่างประเทศมีการเขียนรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่าง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เนปาล สวีเดน เบลเยียม อาร์เจนตินา ฯลฯ ประเทศไทยต้องทำได้เหมือนกัน" ดร.ลัดดาวัลย์ ชี้
ขณะที่ รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการสื่อสารมวลชน และ อดีตวุฒิสมาชิก กล่าวเสริมว่า มีการพยายามเขียนบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้คำนึงถึงสัดส่วนที่ทัดเทียมกันระหว่าง ส.ส.หญิงชาย แต่ที่ปรากฏทุกวันนี้ คือ ชาย 10 ต่อ หญิง 0 แบบนี้เข้าข่ายสังคมศรีธนญชัย เมื่อไม่มีการจัดการอย่างเด็ดขาดก็เป็นปัญหาตามมา
"สตรีรู้เรื่องการเมืองในความสัมพันธ์ทางอำนาจในครอบครัวดีที่สุด ตามธรรมเนียมไทยจะแต่งลูกเขยเข้าบ้าน ผู้หญิงจึงมีสิทธิ์มีเสียงสูงมาก สามีต้องเกรงใจภรรยา เป็นสิ่งที่ผู้หญิงคุ้นเคยดี แต่พอออกมาข้างนอกอย่างที่ทำงานตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง เพราะผู้ชายยังเป็นใหญ่อยู่ จึงเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้กันต่อเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย" รศ.ดร.เจิมศักดิ์ กล่าว



