ข่าว

 "อานันท์"เปิดใจเบื้องหลังแก้วิกฤติ"มาบตาพุด"

"อานันท์"เปิดใจเบื้องหลังแก้วิกฤติ"มาบตาพุด"

14 ม.ค. 2553

"สุทธิชัย" เปิดใจ "อานันท์" เบื้องหลังแก้วิกฤติมาบตาพุด ชี้ทำงาน 2 เดือน บรรยากาศดีขึ้น ย้ำบทเรียนจากปัญหานิคมมาบตาพุด ถ้าเกิดปัญหาชาวบ้านต้องรู้ก่อน

 เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 13 มกราคม นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่นายสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น ในหัวข้อ "อานันท์ เปิดใจ เบื้องหลังแก้ปัญหาวิกฤติมาบตาพุด" ออกอากาศสดทางโมเดิร์นไนน์ทีวี

  นายอานันท์กล่าวยอมรับว่า ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา มีความพอใจ นำไปสู่สันติระหว่างโรงงานกับผู้ฟ้องร้อง และรัฐบาลด้วย ที่ผ่านมาสังคมไทยผ่านวิกฤติมาหลายครั้ง ทำให้ตนต้องตกเป็นเหยื่อ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง กรณีปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีความรุนแรงของปัญหามานานหลายปี มีการฟ้องร้องศาลปกครองให้พิจารณา และตัดสิน จนได้รับการคุ้มครองชั่วคราว ส่วนแนวทางการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย จะไม่ตัดสินเรื่องเนื้อหาสาระของการหยุดโครงการทั้ง 65 โครงการ ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก ทั้งที่ปัญหาเกิดมาแล้วหลายปีแต่ไม่ได้รับการแก้ไข จนมีคนมาช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

 "ผมก็ถามกลับไปว่า คุณไม่ต้องการให้มีอุตสาหกรรม? แต่แค่ขอให้อุตสาหกรรมเข้าสู่กระบวนการของกฎหมาย มาตรา 67 วรรคสอง หากเข้าตามครรลองของกฎหมายก็อยู่ร่วมกันได้ ผมจึงบอกว่า ขอพบนายกรัฐมนตรีก่อน แล้วนายกรัฐมนตรีก็สนับสนุน เริ่มแรกมีการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย คือ รัฐ โรงงาน และชุมชน แต่ผมเสนอเป็น 4 เพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จึงกลายเป็นคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อคานอำนาจกัน" นายอานันท์ กล่าว

 ในฐานะได้รับคัดเลือกเป็นประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นายอานันท์มองว่า อาจเป็นอุปนิสัยส่วนตัวที่ชอบพูดคุย เปิดเผย ไม่มีอคติ จึงสร้างความน่าเชื่อถือได้ และที่สำคัญต้องมีความยุติธรรม คุณธรรม และความซื่อตรงในการวินิจฉัยเรื่องต่างๆ หลังจาก 60 วันที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว ต้องให้แต่ละโรงงานดำเนินตาม มาตรา 67 วรรคสอง ตอนนี้วางกรอบการทำรายงาน ทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ทำการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และตั้งองค์การอิสระขึ้นมา

 "ปลายปีที่แล้ว ทำ 3 ขั้นตอน เสนอรัฐบาล ถึงกระบวนการจัดการ ทำผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสุขภาพ และเมื่อ 2 วันก่อนทำองค์การอิสระเสร็จ ซึ่งมีคณะกรรมการองค์การอิสระเฉพาะกาล และองค์การอิสระถาวร หากออกเป็น พ.ร.บ.ต้องใช้เวลา 1 ปี แต่เรารอช้าไม่ได้ จึงต้องเร่งรีบทำกระบวนการแต่ละขั้นตอนให้เสร็จเร็วที่สุด มีการตั้งองค์การอิสระเฉพาะกาลโดยเร็ว การทำองค์การอิสระถาวร ซึ่งมีสาระ เนื้อหา โครงการ ทุกอย่างสอดคล้องกันเป็นการถาวร เพื่อแก้ปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ" นายอานันท์ กล่าว

 นายอานันท์กล่าวถึงโครงสร้างคณะกรรมการองค์การอิสระว่า จะคล้ายคณะกรรมการ 4 ฝ่าย โดยให้อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นเลขานุการ องค์กรเอกชน สถาบันอุดมศึกษา แต่งตั้งผู้แทนมา คณะกรรมการอิสระจะเลือกมากันเองฝ่ายละ 6 คน 3 สาขา คือ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ดำเนินการจัดตั้งเจ้าหน้าที่มา โดยมีฝ่ายราชการกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมดูแลจัดการให้ 65 โครงการ คาดว่าคณะกรรมการองค์การอิสระจะแล้วเสร็จ 6-8 เดือน เมื่อเริ่มว่าจ้างแล้วจะประเมินกรอบการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนอนุกรรมการการลดมลพิษจะเริ่มทำงานจริงจังอีก 3 เดือน

 "เราจัดระเบียบใหม่ เขาไม่ได้ขัดข้องเรื่องการมีอุตสาหกรรม ต้องมี ต้องเข้าสู่กระบวนการตาม มาตรา 67 วรรค สอง ส่วนคณะกรรมการ 4 ฝ่าย จะสิ้นสุดการทำงานภายใน 3-4 เดือนนี้ ส่วนประเด็นเรื่องความเสียหายด้านเศรษฐกิจอย่ามาพูดเรื่องนี้ มันเทียบกันไม่ได้ เราต้องปิดตาในเรื่องนี้ แล้วจะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้ โรงงานต้องมาตรวจสอบว่าบกพร่องอะไร ทำอย่างไรให้ชุมชนไว้ใจ ต้องให้ข้อมูลที่สมบูรณ์ หากมีอะไรผิดปกติชาวบ้านต้องรู้ก่อน ทำงานแบบโปร่งใส การรับฟังความคิดเห็น บริษัทนี้ต้องบอกให้ชาวบ้านเข้าใจ ในสารเคมี ความอันตราย ต้องไม่ปิดบังชาวบ้าน ต้องทำสิ่งที่มากกว่ากฎหมายสั่งให้ทำ การขจัดความไว้วางใจได้ ทำให้ชนะไปแล้วครึ่งเกม" นายอานันท์ กล่าว

 นายอานันท์กล่าวทิ้งท้ายว่า บรรยากาศ 2 เดือนที่ผ่านมา ความไว้ใจกันมีมากขึ้น แต่เจ้าของโรงงานต้องสร้างความเข้าใจ อย่างที่ญี่ปุ่น โรงงานมีการพบปะ ทำความเข้าใจ และรู้ว่าแต่ละโรงงานระบายสารพิษออกมาแค่ไหน หากเกินมีมาตรฐการป้องกันอย่างไร หากเกิดแก๊สรั่วโรงงานต้องรีบประกาศให้ชาวบ้านรู้ก่อน และบทเรียนจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดสอนให้รู้ว่ามีปัญหาอะไรต้องแก้ที่พื้นฐานของปัญหา ไม่ใช่รถยางแตกแล้วค่อยปะกันอยู่เรื่อยๆ การป้องกันปัญหาย่อมขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของรัฐบาลและต้องมีธรรมาภิบาลด้วย