ข่าว

สู้ในเกมที่แพ้

สู้ในเกมที่แพ้

14 ม.ค. 2553

ถึงนาทีนี้ น่าจะพูดได้แล้วว่าเส้นทางการต่อสู้ของ "ทักษิณ ชินวัตร" เพื่อให้กลับมาเดินบนถนนการเมืองได้อีกครั้งนั้น ดูท่าจะริบหรี่ และตีบตันลงทุกลมหายใจเข้า-ออก

 โดยเฉพาะเมื่อนับถอยหลังถึง "วันพิพากษา" เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 40 วันเท่านั้น ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ "ขบวนการทักษิณ" กำลังส่ายไม่เป็นท่า

 สอดรับกับข่าววงในที่ยอมรับว่า...

 "นายเครียดมาก"

 คำถามก็คือว่า  "ทักษิณ" จะทำอะไรต่อ หรือที่ถูกคือ "สามารถ" จะทำอะไรได้บ้างนับจากวันนี้ไป ???

 เพราะก้าวย่างในการทวงคืนอำนาจตลอด 3 ปีเศษที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้เกมที่จะปิดลงให้ได้ก่อนถึงวันพิพากษานั้น มีอุปสรรคขวากหนามที่หนักหนาสาหัสเอาการ

 ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ "โลกล้อมประเทศ" ลงมาถึง "ป่าล้อมเมือง" และลึกไปถึงขั้น "ก่อจลาจล"

 รวมถึงแต้มลบที่ "ทักษิณ" ประเมินว่าเป็นบวก จนนำไปสู่ความเหิมเกริมถึงขั้น "ชักศึกเข้าบ้าน" ต่อกรณีดึงเอาประเทศกัมพูชามาเป็นคู่ขัดแย้งระดับชาติ

 วันนี้ การเคลื่อนไหวของขบวนการทักษิณ จึงไม่สามารถหาแนวร่วมเพิ่มเติมนอกเหนือจาก "แฟนพันธุ์แท้" ที่อย่างมากก็เกาะกลุ่มอยู่ราวๆ "3 หมื่น"

 เห็นได้ชัดจากราคาคุยคำโตว่าจะระดมพล "เช็กเสียง" แนวร่วมบุกเขายายเที่ยงได้เรือนแสนเรือนล้าน ถึงขนาดลงทุนจัดเลี้ยงปีใหม่ใหญ่โตที่ จ.เชียงใหม่ แต่ก็ยังกะเกณฑ์ไพร่พลไม่ได้ตามเป้า

  ฉะนั้น ทางออกของ "ทักษิณ" จึงเหลือเพียงไม่กี่หนทาง ท่ามกลางสภาวะที่ถูกกดดันรอบโลกจากความเคลื่อนไหวของตัวเอง จนแทบไม่เหลือที่ให้ยืน

 และทางออกเพียงไม่กี่หนทางที่ "ทักษิณ" พอจะทำได้นั้น ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะทำให้ตัวเขาเองพลิกสถานการณ์ขึ้นมาเป็นฝ่าย "ผู้กำชัยชนะ" ได้

 ทางแรก...เป็นทางที่ "ทักษิณ" เอง ก็ทำมาตลอดเวลา 3 ปี และจะยังคงทำต่อไปจนกว่าจะถึงวันพิพากษา นั่นก็คือการ  "วิ่งคดี"

 แต่ก็ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ !!!

 เพราะบทเรียนจากกรณีถุงขนม 2 ล้านบาท ย่อมเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า "เงินไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้"

 ทางที่สอง...การเจรจาต่อรอง ซึ่งก็เป็นหนทางที่ "ทักษิณ" ทำควบคู่กันมาตลอด 3 ปีเศษ เช่นเดียวกัน แต่ไม่สำเร็จ

 เหตุก็เพราะ "ทักษิณ" เลือกใช้วิธีการรุนแรงมาเป็นเครื่องมือต่อรอง ซึ่งเมื่อประมวลดูแล้ว เป็นวิธีการที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น

 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต่อรองนั้นมีเป้าหมายเดียว เพื่อการ "ล้มคดี" และ "นิรโทษกรรม" โอกาสจึงเป็นไปได้ยาก แต่ "ทักษิณ" กลับมั่นใจแต่แรกว่าจะสำเร็จ

 ดังนั้น เมื่อเกมเดินมาถึงฉากสุดท้ายในวันนี้ แม้การต่อรองจะเปลี่ยนไปในทำนอง "หวังให้คืนทรัพย์สินบางส่วน" จาก 7.6 หมื่นล้านบาท

 แต่โอกาสจะได้ตามที่ต่อรองนั้นก็เป็นไปได้น้อยเต็มที เพราะหากประเมินจากผลการไต่สวนของศาลแล้ว ผู้สันทัดกรณีหลายคนต่างเห็นตรงกันว่า พยานหลักฐานทั้งเก่าและใหม่ มัดแน่นจนดิ้นไม่หลุด

 ฉะนั้น เมื่อทางออกที่ 1 และ 2 มีแนวโน้มจะตีบตัน "นักโทษชายทักษิณ" ก็อาจต้องเลือก "ทางออกที่สาม" เพื่อปิดเกม ซึ่งเป็นความหวังสุดท้าย

 นั่นก็คือ...เร่งปฏิกิริยาป่วนเมือง ให้เกิดความรุนแรง กระทั่งนำไปสู่การรัฐประหาร

 แม้ทางออกนี้ หลายฝ่ายจะประเมินว่า "ทักษิณ" มีแต่เสียกับเสีย และหาแนวร่วมได้ยากยิ่ง

 แต่ในแง่ของ "นักโทษชายทักษิณ" แล้ว มันน่าจะเป็นทางเดียวที่จะสามารถ "ล้มโต๊ะ" ได้ทุกกรณี

 โดยเฉพาะ "รัฐธรรมนูญ 2550"

 อย่างน้อย "ทักษิณ" ก็มั่นใจว่าโอกาสที่เขาจะ "เจรจาต่อรองรอบใหม่" กับผู้กุมอำนาจใหม่ ภายใต้กติกาบ้านเมืองใหม่ ก็เริ่มมีความหวังขึ้นมารำไร กระนั้น...นี่ก็เป็นเพียงทางออกที่เหลืออยู่น้อยนิดของ "นักโทษชายทักษิณ" และเป็นทางออกที่มีแต่เพียง "ขบวนการทักษิณ" เท่านั้นที่คิดว่าน่าจะเป็นไปได้

 เพราะในอีกมุมที่อยู่ตรงกันข้าม ต่างเดาทางได้ออกหมด พร้อมกับประเมินเช่นกันว่าทางออกที่ว่านี้ ถ้าเกิดขึ้นได้จริงก็บ้าแล้ว

 นั่นก็เพราะเห็นกันอยู่แล้วว่าสถานการณ์ขณะนี้ "ขบวนการทักษิณ" กำลังติดลบทั้งจากสังคมไทยและสังคมโลก

 ความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ "ขบวนการทักษิณ" ไม่ได้รับการตอบสนอง

 หัวขบวนแตกกันเป็นก๊กเป็นเหล่า

 ไม่นับกระสุนเสบียงกรังที่นับวันจะร่อยหรอลงทุกที

 ฉะนั้น ด้วยสภาวะที่ "ไร้พลัง" อย่างนี้ หากฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐยังคุมสถานการณ์ไม่อยู่ และหลงไปเล่นใน "เกมที่แพ้" ของทักษิณเข้า

 คงบอกได้คำเดียวว่า "ไม่โง่-ก็บ้า"

 แต่จากการประเมินสถานการณ์ของฝ่ายอำนาจรัฐ ซึ่งเกาะติดสถานการณ์และความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เห็นได้ชัดว่า "ขบวนการทักษิณ" มีช่องโหว่เยอะเกินกว่าจะชนะในเกมนี้ได้

 ขณะที่ "ทักษิณ" ก็คงเห็นชะตากรรมตัวเองเช่นเดียวกันว่า

 "กำลังสู้ในเกมที่แพ้" !!!

 โต๊ะข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น