ข่าว

ขว้างงูไม่พ้นคอ

ขว้างงูไม่พ้นคอ

14 ม.ค. 2553

ขึ้นชื่อว่าบ้านเมืองแล้ว หากไม่ช่วยกันรักษากฎ รักษากติกา แต่กลับทำหลับตาไปสักข้าง เพื่อลดแรงกดดันจากพรรคพวกเพื่อนฝูง หรือเพื่อนร่วมคณะไม่ใช่ลาโรงไปง่ายๆ สุดท้ายเรื่องราวมันก็ไม่ต่างกับ "ขว้างงูไม่พ้นคอ"

 กรณีที่ ก.ตร.เมื่อปลายปี 2552 ประชุมพิจารณาเรื่องของคณะกรรมการอุทธรณ์ ที่ที่ประชุม ก.ตร.มอบหมายให้ พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ เป็นประธานไปพิจารณา กรณีที่นายตำรวจ 3 นาย อุทธรณ์หลังจากที่ถูกสำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งลงโทษปลดออก แล้วได้ข้อสรุปจึงกลับมาส่งให้ ก.ตร.พิจารณาพร้อมมติของคณะกรรมการอุทธรณ์ ที่สรุปแล้วว่า การอุทธรณ์ของทั้ง 3 นั้นฟังขึ้น !

 นายตำรวจทั้ง 3 นายประกอบด้วย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว และ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ อดีต ผบก.ภ.จว.อุดรธานี

 2 คนแรกโดนคดีสลายม็อบ 7 ตุลาเลือด ส่วนรายหลังคดีม็อบเสื้อเหลืองโดนม็อบเสื้อแดงไล่ตีอย่างป่าเถื่อนที่หนองประจักษ์ อุดรธานี

 ทั้ง 3 นายอุทธรณ์ว่า ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับคำสั่งมา แล้วคณะกรรมการอุทธรณ์ก็บอกว่า ฟังขึ้น

 พอส่งมาที่ ก.ตร.ที่วันนั้น สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธาน เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุม ก็เห็นชอบ เฉยเลย !!

 ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง คนละเหตุการณ์ คนละวาระ และยังเป็นการกลับมติของ ป.ป.ช.

 แต่กรณีตุลาเลือด นั้น ป.ป.ช.ระบุชัดเจนว่า เหตุเกิดตั้งแต่เช้า เห็นแล้วว่า ร้ายแรง รุนแรง แต่ก็ยังไม่สั่งหยุด กลับเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงค่ำ

 อย่างนี้เรียกว่า ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาได้หรือไม่ ?

 เมื่อ ก.ตร.มีมติแล้ว สุเทพ ในฐานะที่เป็นประธานที่ประชุมจึงได้นำมติที่ประชุมไปให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้พิจารณาว่า เอาด้วยกับ ก.ตร.หรือไม่

 โชคดีที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ พูดชัดแต่วันแรกที่ยังไม่ทันเห็นหนังสือ ว่า เรื่องนี้ชัดเจนแล้ว ทั้งจาก กฤษฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญ ว่า จะไปย้อน ป.ป.ช.ไม่ได้

 ในความผิดร้ายแรงเช่นนี้หากจะอุทธรณ์ ก็ทำได้เพียงอุทธรณ์โทษให้ลดลง ซึ่งกรณีนี้ มีโทษ 2 อย่างให้เลือก
 ไล่ออก หรือปลดออก

 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เลือกแต่แรกแล้วว่า ให้ "ปลดออก" ซึ่งเป็นโทษที่เบาที่สุดแล้วสำหรับความผิดร้ายแรง

 ถามว่า เรื่องอย่างนี้ ก.ตร.ที่ต้องเรียกว่า แต่ละคนแม่นกฎหมายกันทั้งนั้น แถมยังมีตัวแทนจากอัยการสูงสุดนั่งอยู่ด้วย จะไม่รู้กันเชียวหรือ ?

 คำถามนี้ไม่ใช่แค่คนทั่วไปเขาข้องใจ แม้แต่ ป.ป.ช.ก็ยังสงสัย เลยตัดสินใจจะส่งหนังสือไปถามพร้อมกับขอข้อมูล สุเทพ ในฐานะที่เป็นประธานในวันนั้น ..และนั่นก็เป็นเหตุให้สุเทพ ฉุนเฉียว อ้างว่า ป.ป.ช.ไม่มีสิทธิมาสั่ง หรือมาวิจารณ์

 ทั้งที่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการสั่ง หรือวิจารณ์ แต่เป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.เขาอยากรู้ถึงเหตุผล และหลักกฎหมายใดที่ ก.ตร.ใช้เป็นบรรทัดฐานในการประชุมดังกล่าว ถึงได้มากลับมติ ของ ป.ป.ช.

 ก็เข้าใจอยู่ว่าเรื่องแบบนี้ เมื่อล่วงเลยมาไกลจนถึงขั้นส่งเรื่องให้นายกฯ แล้ว เป็นใครก็คงจะหาคำตอบให้ป.ป.ช.ได้ยากลำบาก

 เพราะมันเสียทั้งหน้า เสียทั้งชื่อ !

 ยิ่งได้รู้ว่า ในที่ประชุม ก.ตร.มีการคัดค้านกันอย่างไร และใครที่ดื้อดึง ก็ยิ่งเสียหายหนัก

 ถึงแม้นายกฯ จะยืนยันว่า ก.ตร.ไม่มีสิทธิทำได้ แต่คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเหตุใดจึงมีความพยายามจะช่วยเหลือกันทั้งที่รู้ว่า กฎหมายไม่เปิดช่องให้กฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่าขัดหรือแย้งกฎหมายที่สูงกว่า

 หรือว่ามีขบวนการใต้ดินที่พยายามช่วยเหลือเด็กในคาถา ไม่ให้มัวหมองต้องมลทินแก่ชีวิตหลังเกษียณ

 แต่จะเป็นขบวนการอะไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว สุเทพ ซึ่งนั่งเป็นประธานที่ประชุม ก.ตร.ในวันนั้น ก็ต้องพูดและทำเหมือนกับที่ ก.ตร.บางคนในที่ประชุม เสนอให้ทำ แต่ถูกเสียงส่วนใหญ่ปฏิเสธ

 "ผมก็ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. นำเอกสารที่เป็นความเห็นของกฤษฎีกาและสำเนาคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ให้ที่ประชุม ก.ตร.พิจารณาในวันที่ 15 มกราคม"

 เบาไปไหมที่จะเปรียบเปรยกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่า "ขว้างงูไม่พ้นคอ" ..!

 ศรายุทธ สายคำมี