ข่าว

บาทแข็งเบรกต้นทุนไฟฟ้าน้ำมันไม่พุ่งแรงตรึงเอฟทีได้สิ้นปี

บาทแข็งเบรกต้นทุนไฟฟ้าน้ำมันไม่พุ่งแรงตรึงเอฟทีได้สิ้นปี

13 ม.ค. 2553

กกพ.คาดตรึงค่าไฟฟ้าอัตโนมัติได้ถึงสิ้นปี หากน้ำมันทะยานขึ้นไม่เกิน 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เหตุค่าเงินบาทแข็งขึ้นทำให้ต้นทุนส่วนหนึ่งลดลง ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวหนุนการใช้เพิ่มทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง

 นายนภดล มัณฑะจิตร กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า กกพ. ประเมินว่าหากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับขึ้นไม่เกิน 85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เชื่อว่าค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ในปี 2553 จะไม่ปรับขึ้นอย่างแน่นอน แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการให้ตรึงค่าเอฟทีไปจนถึงเดือนสิงหาคมนี้ก็ตาม เพราะในการคำนวณค่าเอฟทีปัจจัยที่มีผลกระทบนอกจากราคาน้ำมันแล้ว ยังมีผลจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ดังนั้น การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในขณะนี้ มีผลทำให้ต้นทุนต่ำลง

 นอกจากนี้ จากการประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่มีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา คาดว่าจะให้การใช้ไฟฟ้าปรับสูงขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำลง โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะเติบโต 2% ขณะที่อัตราการใช้ไฟฟ้าเติบโต 4% ทำให้ประเมินว่าจะสามารถตรึงค่าเอฟทีได้จนถึงสิ้นปีนี้

 สำหรับภาระหนี้ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องแบกรับภาระค่าเอฟทีแทนประชาชน ตั้งแต่ปลายปี 2552 จนถึงขณะนี้ มีภาระเหลืออยู่ประมาณ 15,000 ล้านบาท หากทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์ จะสามารถชำระหนี้คืน กฟผ. ได้ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนภาระอัตราดอกเบี้ยที่ กฟผ. มีอยู่ 2,000 ล้านบาท รวมทั้งความเสียหายจากปัญหาก๊าซธรรมชาติขัดข้องเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา อีกประมาณ 400 ล้านบาทนั้น ทาง กกพ. จะไม่นำมาคำนวณรวมเป็นภาระเอฟที ทาง กฟผ. และ ปตท. จะต้องบริหารจัดการและรับภาระส่วนนี้เอง

 ด้านนายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า ตามหลักความเป็นจริงค่าเอฟที จะต้องปรับขึ้นทุกครั้ง เนื่องจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภค และค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจด้วย โดยปัจจุบันตรึงค่าเอฟที ไว้ที่ระดับ 92.55 สตางค์ต่อหน่วย ตั้งแต่งวดเดือนมกราคม 2552 ถึงเมษายน 2553