ข่าว

ลดภาษีอาฟตาแค่จุดเริ่มต้น...ความท้าทายของอุตฯ ชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

ลดภาษีอาฟตาแค่จุดเริ่มต้น...ความท้าทายของอุตฯ ชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

14 ม.ค. 2553

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุถึงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ไทยหลังการเปิดเสรีอาเซียน หรือ อาฟตา โดยคาดว่าการลดภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ จะทำให้มูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ไทยพลิกกลับมาขยายตัวสูงถึง 18-22% หรือคิดเป็นมูลค่

 ทั้งนี้ การลดภาษีลงเหลือ 0% จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศของชิ้นส่วนรถยนต์ไทย นอกเหนือจากการที่ราคานำเข้าชิ้นส่วนจากไทยของประเทศต่างๆ จะถูกลงแล้ว การเปิดเสรีการค้ายังเป็นการทำให้กลุ่มประเทศก่อตั้งอาเซียน 6 ประเทศนี้กลายเป็นเสมือนตลาดเดียว ซึ่งจะทำให้ตลาดผู้ผลิตและผู้บริโภคขยายใหญ่ขึ้นด้วย โดยเฉพาะชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ ที่มีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกที่สูงกว่าชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ถึง 9 เท่า

 หากเปรียบเทียบโอกาสในการขยายการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ไปยังกลุ่มประเทศก่อตั้งอาเซียนแล้ว การขยายการส่งออกไปอินโดนีเซียจะมีโอกาสสูงที่สุด รองลงมา คือ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ตามลำดับ โดยเฉพาะชิ้นส่วนรถยนต์นั่งและรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กสัญชาติญี่ปุ่น เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องยนต์ และชุดเกียร์ จากไทย ซึ่งมีมูลค่าสูงและได้รับการยอมรับในคุณภาพ

 นอกจากนี้ แนวโน้มการขยายฐานการผลิตของบริษัทรถยนต์ต่างๆ เพื่อขายทั้งในและต่างประเทศที่อาจจะเกิดขึ้นในไทยในอนาคตข้างหน้า คาดว่าจะส่งผลต่อความต้องการชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับรถยนต์ที่ส่งออกไปรุ่นดังกล่าวเหล่านั้นเพิ่มมากขึ้นด้วย

 อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดที่มากขึ้นย่อมนำมาซึ่งการแข่งขันที่สูงขึ้นจากชิ้นส่วนนำเข้ามาจากอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นส่วนรถบรรทุกและรถบัสขนาดใหญ่จากอินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์จึงควรต้องมีการเตรียมการรับมือต่อการแข่งขันจากการเปิดเสรีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

 ศูนย์วิจัยมองว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบรถยนต์บางชนิดอาจต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุนของบริษัทแม่ตามนโยบายของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เพื่อหาแหล่งผลิตชิ้นส่วนที่คุ้มทุนมากที่สุด เนื่องจากการลดภาษีทำให้ความแตกต่างด้านต้นทุนการผลิตในประเทศกับการจัดหามาจากต่างประเทศลดลง ส่วนผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ แม้จะมีอิสระในการทำตลาด แต่ก็ต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา

ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรปรับตัวเพื่อพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การลดต้นทุน การรักษาคุณภาพสินค้า การเพิ่มความหลากหลายในตัวผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับรูปแบบเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น รถยนต์นั่งขนาดเล็กอย่างอีโคคาร์ หรือรถประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะเป็นแนวโน้มการตลาดรถยนต์ในอนาคตอันใกล้นี้ รวมถึงการเตรียมรับมือกับการกีดกันการค้ารูปแบบใหม่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เป็นต้น

 "ความท้าทายจากการปรับลดภาษีของอาฟตา 6 ประเทศนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นที่จะตามมาในอนาคตเท่านั้น โดยเฉพาะการเปิดเสรีภายใต้กรอบ อาเซียน+3 ซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มประเทศอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และภายใต้กรอบ อาเซียน+6 ที่รวมอีก 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งแม้ปัจจุบันประเทศในอาเซียน เช่น ไทย จะยังได้รับการคุ้มครองให้ภาษีในกลุ่มสินค้ายานยนต์ยังไม่ปรับลดลงเหลือ 0% ทั้งหมด แต่ในอัตราภาษีจะค่อยๆ ทยอยลดลงเรื่อยๆ" ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ

 พร้อมเตือนว่า ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมรับมือกับการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจีน และอินเดีย ซึ่งอาจมีราคาต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยและกลุ่มอาเซียน ทำให้การแข่งขันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ประกอบการควรจะมุ่งพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของตนอยู่เสมอ ขณะที่ภาครัฐอาจเข้ามาดูแลด้านค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าในอัตราที่รวดเร็วกว่าค่าเงินของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคมากนัก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคาส่งออก

 นอกจากนี้ ควรดูแลเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากการลดภาษีภายใต้กรอบอาฟตาได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีอุปสรรค เช่น การกีดกันการค้าโดยใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี รูปแบบต่างๆ จากประเทศผู้นำเข้าอื่นๆ ประกอบกับรักษาความเป็นฐานการผลิตที่มีบรรยากาศการลงทุนที่เหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุน รวมถึงสร้างความชัดเจนในการวางแนวนโยบายระยะยาวสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ที่สอดคล้องกันกับแผนการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพลังงานของประเทศและภูมิภาค ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะต่อไปในยุคที่การเปิดเสรีทางการค้าเข้ามามีบทบาทสำคัญ