ข่าว

คลังเล็งดึงเงินภาษีเหล้า-เบียร์จัดสรรคนพิการ

คลังเล็งดึงเงินภาษีเหล้า-เบียร์จัดสรรคนพิการ

13 ม.ค. 2553

คลังเล็งดึงเงินรายได้ภาษีเหล้า-เบียร์ที่เก็บเกินเป้าจัดสรรคนพิการ 1 ล้านคน คาดใช้ไม่เกิน 500 ล้านบาทชี้ไม่กระทบเงินจัดสรรให้กองทุน สสส.ที่ได้ปีละ 2.7 พันล้านบาท

 นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  กล่าวว่า กรมสรรพสามิตได้รายงานความคืบหน้าของเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2553 โดยน่าจะจัดเก็บได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้  20% จากเป้าหมายเดิม 2.9 แสนล้านบาท มาอยู่ที่ 3.6 แสนล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นส่งผลให้มีการผลิตสินค้ามากขึ้น โดยภาษีที่จะจัดเก็บได้จะมาจากสินค้าเกือบทุกประเภท ทั้ง รถยนต์ น้ำมัน เหล้าและเบียร์ ยกเว้นยาสูบที่คาดจะจัดเก็บได้เท่าเดิม 4.3 หมื่นล้านบาท

 สำหรับการจัดเก็บรายได้ที่จะสูงขึ้นนั้น เฉพาะเหล้าและเบียร์คาดว่าจะเพิ่มไม่ต่ำกว่า  4-5 พันล้านบาท จากในปี 2552 ที่จัดเก็บภาษีเหล้าได้  3.7 หมื่นล้านบาท และภาษีเบียร์ได้ 4.8 หมื่นล้านบาท จึงมีแนวคิดที่จะนำส่วนเกินดังกล่าวมาจัดสรรใหม่ในส่วนที่ต้องหัก 1.5% ของรายได้จากภาษีเหล้า-เบียร์ ให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) โดยจะดึงไปให้คนพิการด้วย

 "เมื่อปี 2552 สสส.ได้รับจัดสรรเงินไปกว่า 2,700 ล้านบาท แต่ปีนี้จะได้มากขึ้นจากรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น จึงอยู่ระหว่างพิจารณาข้อกฎหมายว่าจะนำส่วนเกินที่เพิ่มมาไปให้กลุ่มคนพิการที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างขึ้นทะเบียนกว่า 1 ล้านคน หรือจะเสนอให้สสส.พิจารณาจัดทำเป็นโครงการโดยไม่ต้องแก้กฎหมาย" นพ.พฤฒิชัย กล่าวและว่า ในส่วนของการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน ได้รับนโยบายจากรมว.คลังแล้วว่า จากนี้ไปจะมีการหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อสร้างกรอบภาษีที่เป็นธรรมกับทุกค่ายรถยนต์ และเป็นไปในทิศทางที่ประเทศได้ประโยชน์จากการผลิตรถประหยัดพลังงานจริง

 อีกทั้งผู้บริโภคมีโอกาสเลือกซื้อรถได้ตามราคา สมรรถนะและการประหยัดพลังงาน จากที่ผ่านมามีความลักลั่นของภาษีรถแต่ละประเภท เนื่องจากผู้เสนอจัดเก็บภาษีมาจากหลายหน่วยงาน 

 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง แจ้งว่า สัดส่วนรายได้จากภาษีเหล้าเบียร์ที่จะเพิ่มขึ้น กระทรวงการคลังต้องการเพียง 20% ที่จะแบ่งมาจัดสรรให้คนพิการ หรือประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งไม่น่าจะกระทบกับรายได้ของสสส.แต่อย่างใด