ข่าว

ศาลยกคำฟ้อง "สันธนะ" กล่าวหา "จักรทิพย์" ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ช่วย "สุวัฒน์"ขึ้น ผบ.ตร.

ศาลยกคำฟ้อง "สันธนะ" กล่าวหา "จักรทิพย์" ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ช่วย "สุวัฒน์"ขึ้น ผบ.ตร.

05 ต.ค. 2563

ศาลยกคำฟ้อง "สันธนะ" กล่าวหา "จักรทิพย์" ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ช่วย "สุวัฒน์"ขึ้น ผบ.ตร. เหตุ โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

วันที่  5 ต.ค. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องที่ นายสันธนะ ประยูรรัตน์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นจำเลยข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

คำฟ้องโจทก์ระบุคดีนี้สืบเนื่องจากมีหลักฐานว่า เมื่อระหว่างปี 2544-2547 พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข สมัยดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาล 7 ซึ่งมีเงินเดือนเพียง 30,000 บาทเศษ แต่มีเงินเข้าออกบัญชีเงินฝากธนาคาร จำนวนกว่า 13 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ได้มานอกเหนือจากเงินเดือนปกติของข้าราชการตำรวจ โดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ จึงเป็นการร่ำรวยผิดปกติ ตาม ม. 4 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

โจทก์ได้เคยยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตามเลขรับที่ 19822 ลงวันที่ 26 ก.ค. 2562 แล้ว ต่อมาวันที่ 27 ส.ค. 2563 โจทก์ได้ยื่นเอกสารต่อนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ และประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ และพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ต้องออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและสอบสวนทางวินัยกับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทันที ต้องจัดเตรียมข้อมูลประกอบการพิจารณาคัดเลือก เสนอชื่อข้าราชการตำรวจเพื่อดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ แต่ได้บังอาจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ออกคำสั่งดังกล่าว และไม่นำหนังสือร้องคัดค้านของโจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและเร่งด่วนที่สุด บรรจุเข้าในวาระประชุมของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ โดยช่วยเหลือและปกปิด ทำให้ที่ประชุมลงมติแต่งตั้ง พล.ต.อ.สุวัฒน์ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
พฤติการณ์และการกระทำนี้ส่งผลกระทบและความเชื่อมั่นของประชาชน เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรม กระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเหตุให้ราชการเสียหายเป็นการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจซึ่งไม่เหมาะสม โดยไม่คำนึงถึงความอาวุโสประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน ความประพฤติประกอบตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติพ.ศ.2547 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ศาลพิเคราะห์คำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและเป็นผู้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มีหน้าที่ป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัยและดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ต้องตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการทางวินัยกับ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แต่จำเลยหาปฏิบัติหน้าที่เช่นนั้นไม่ กลับกระทำการช่วยเหลือปกปิด ไม่นำเรื่องที่โจทก์ร้องคัดค้านเข้าวาระการประชุมเพื่อพิจารณาแต่งตั้งและเสนอชื่อ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และบรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยบังอาจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ออกคำสั่ง
แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงและสอบสวนทางวินัย พล.ต.อ.สุวัฒน์ เพื่อช่วยเหลือให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เท่านั้น

โดยไม่ได้บรรยายให้ปรากฏว่า การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น จำเลยกระทำด้วยเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างไร อันเป็นองค์ประกอบความผิดประการหนึ่ง แม้ในฟ้องของโจทก์จะบรรยายต่อมาว่า ผลแห่งการกระทำของจําเลยทำให้โจทก์ไม่ได้รับความยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจาก พล.ต.อ.สุวัฒน์ เคยใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่บิดเบือนแทรกแซงคดีของโจทก์มาโดยตลอด ก็เป็นเพียงการบรรยายให้เห็นพฤติการณ์ของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ เท่านั้นหาใช่เป็นการบรรยายให้เห็นถึงเจตนาพิเศษในการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยไม่

คำฟ้องโจทก์จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่งอีกประการหนึ่ง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 นั้นเป็นบทบัญญัติที่ต้องการลงโทษเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน และเป็นความผิดต่อรัฐเท่านั้น หากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยมิชอบเป็นการกระทำต่อโจทก์โดยตรง และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษแล้ว โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายได้

แต่การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องดังกล่าวหาได้เป็นการกระทำต่อโจทก์โดยตรงและก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์โดยตรงไม่ โจทก์ย่อมไม่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พิพากษายกฟ้อง

สวยจบ ครบทุกลุคที่ลาซาด้า

                       ศาลยกคำฟ้อง "สันธนะ" กล่าวหา "จักรทิพย์" ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ช่วย "สุวัฒน์"ขึ้น ผบ.ตร.