
ครม.อนุมัติงบ1.151ล้านล้านบาท ลงทุนรัฐวิสาหกิจ15กระทรวง
ครม. อนุมัติงบ1.151ล้านล้านบาท ลงทุนรัฐวิสาหกิจ15กระทรวง คาดอัดฉีดภาคเศรษฐกิจ4แสนล้านบาท พร้อมเห็นชอบโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมSmart Parkสร้างใกล้ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคตะวันออกสร้างรายได้ต่อปีกว่า1,300ล้านบาท คืนทุนใน14ปี
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.เห็นชอบกรอบและงบการลงทุนรัฐวิสาหกิจ จำนวน 44 แห่ง 15 กระทรวง จาก 52 แห่ง (อีก 8แห่ง เป็นบริษัทมหาชนจึงไม่อยู่ในกรอบงบลงทุน) วงเงิน 1.151 ล้านล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายลงทุน 2.91 แสนล้าน เพื่อใช้ดำเนินโครงการ 16 โครงการ อาทิ โครงการ ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก /โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม Smart Park/ โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต/ โครงการเพิ่มความสามารถ ในการจ่ายไฟด้วยสายเคเบิ้ลใต้น้ำให้เกาะต่างๆ โดยการกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายลงทุนต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ตามกรอบวงเงินอนุมัติ สำหรับการประมาณการงบลงทุนประจำปี 2564 ของรัฐวิสาหกิจคาดว่าจะมีกำไรสุทธิ73,000ล้านบาท
สำหรับประมาณการแนวโน้มในระยะ 3 ปี(2565-2567)จะมีการลงทุนเฉลี่ยปีละ380,000 ล้านบาทสำหรับผลประกอบการจะมีกำไรเฉลี่ยปีละ106,000ล้านบาท โดยเมื่อรวมงบลงทุนรัฐวิสาหกิจทั้งหมดคาดการณ์ว่าปี2564จะมีวงเงินดำเนินการ 1.55ล้านล้านบาทและวงเงินเบิกจ่าย432, 000ล้านบาท โดยมีเงินอัดฉีดสู่ภาคธุรกิจกว่า4แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ครม. ยังเห็นชอบเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลลงทุนกว่า2,370ล้านบาท ในโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมSmart Park อ.เมือง จ.ระยอง ที่มีพื้นที่กว่า 1,383 ไร่ สนับสนุนการลงทุนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC และอยู่ห่างจากจุดยุทธศาสตร์การลงทุนอย่างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุต/สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา/และท่าเรือพาณิชย์สัตหีบเป็นต้น โดยมีเป้าหมายให้เกิดอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์/การบินและโลจิสติกส์/การแพทย์ เป็นต้น และคาดว่าจะใช้เวลาโครงการก่อสร้างประมาณ3ปีและคาดว่าจะใช้เวลาเช่าหมดใน4ปีหลังจากก่อสร้างเสร็จและคำนวนทางเศรษฐศาสตร์ จะใช้เวลาคืนทุนอยู่ที่14ปีหรือค่าปัจจุบันสุทธิอยู่ที่585ล้านบาทโดยย้ำว่ามีความคุ้มค่าทางยุทธศาสตร์สูงมากและเกิดการจ้างงานระหว่างการก่อสร้างกว่า200คน/เกิดการจ้างงานหลังเสร็จสิ้นโครงการกว่า7, 500คนสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ชุมชนกว่า 23 ล้านบาท/และเกิดเงินหมุนเวียนในพื้นที่เศรษฐกิจกว่า1,300ล้านบาทต่อปี โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กำชับ ให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ต้องคำนึงถึง สิ่งแวดล้อมและหลักสิทธิมนุษชน และทุกส่วนราชการจะต้องเข้มงวดกับการติดตามประเมินผล และไม่เกิดผลกระทบกับประชาชน
นอกจากนี้ยังเห็นชอบปรับปรุงแก้ไขร่างพ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ก่อนส่งต่อให้สำนักงานกฤษฎีกาและรัฐสภาพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป เนื่องจากมีการบังคับใช้มาเป็นเวลานานและบทบัญญัติบางเรื่อง ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อให้ปรับปรุงวิธีข้อพิพาทแรงงาน การห้ามปิดงานหรือการนัดหยุดงาน พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การจัดตั้งและการดำเนินงาน ของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์โดยมีสาระสำคัญ ที่กําหนดให้ข้อตกลงสภาพการจ้างงาน ที่ทำโดยสหภาพแรงงานและนายจ้าง ซึ่งมีลูกจ้างเป็นสมาชิกเกินกว่า2ใน3ของลูกจ้างทั้งหมด/ และในกรณีที่มีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ให้ทั้งสองฝ่าย ทำการประนอมข้อพิพาทแรงงานต่อไป/เจรจากันเอง/หรือส่งเรื่องให้คณะกรรมการสหภาพแรงงานวินิจฉัยการกระทำอันไม่เป็นธรรมก็ได้เช่นกัน / และกำหนดให้นายจ้างที่ต้องการปิดงานและลูกจ้างนัดหยุดงานได้ แต่ต้องแจ้ง อย่างน้อย24ชม./โดยพ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวยังกำหนดให้บริการสาธารณะตามประกาศ อย่างเช่น โรงพยาบาล/ไฟฟ้า/ปะปา/และโทรคมนาคม มีการบริการขั้นต่ำ เพื่อลดผลกระทบกับประชาชนด้วย



