ข่าว

แพทย์ รพ.ธรรมศาสตร์ เตรียมยื่นมาตรการป้องกัน ครูทำร้าย-ลงโทษเด็กรุนแรง

แพทย์ รพ.ธรรมศาสตร์ เตรียมยื่นมาตรการป้องกัน ครูทำร้าย-ลงโทษเด็กรุนแรง

29 ก.ย. 2563

แพทย์ รพ.ธรรมศาสตร์ เตรียมยื่นมาตรการป้องกัน ครูทำร้าย-ลงโทษเด็กรุนแรง

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 28 กันยายน 2563 ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี รศ.พญ.วนิดา เปาอินทร์ หัวหน้าหน่วยดูแลเด็กถูกทำร้าย รพ.ธรรมศาสตร์ แอดมินเพจป้าหมอขอขยาย พร้อมผู้ปกครอง 100 คน เตรียมยื่นขอให้มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมเรื่อง "ครูไม่สั่งสอนนักเรียนด้วยการทำให้เจ็บกายและใจ" ที่กระทรวงศึกษาธิการ หลังมีกระแสข่าวครูทำร้ายและลงโทษเด็กรุนแรง

 

แพทย์ รพ.ธรรมศาสตร์ เตรียมยื่นมาตรการป้องกัน ครูทำร้าย-ลงโทษเด็กรุนแรง

รศ.พญ.วนิดา เปาอินทร์ หัวหน้าหน่วยดูแลเด็กถูกทำร้าย รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า การทำโทษที่ทำให้เจ็บกายหรือทำให้สะเทือนใจ เราไม่ควรจะทำกับเด็กทุกระดับ ทุกคนที่ดูแลเด็ก จะเป็นคุณครูหรือไม่เป็นครู ทักษะที่ต้องมีคือทักษะการปรับพฤติกรรมที่เราคิดว่าไม่สมควร ซึ่งทักษะเหล่านี้ขึ้นอยู่กับวัย หากเป็นวัยของเด็กเล็ก ๆ  ควรใช้วิธีทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ให้เขาได้เรียนแบบเรา หากเป็นเด็กโตต้องใช้วิธีการพูดคุย ในลักษณะที่เชื่อได้ว่าเขาไม่ใช่เป็นเด็กไม่ดี เขามีพฤติกรรมบางอย่างที่ต้องปรับเท่านั้น ความเชื่อและความวางใจในตัวเขาว่าเขาจะสามารถดูแลตัวเองเพื่อไม่ทำให้ตัวเองรวมถึงผู้อื่นประสบปัญหา เราต้องมานั่งคุยกันว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อปรับพฤติกรรม เพราะฉะนั้นการลงโทษไม่ช่วยให้ปรับพฤติกรรม

 

แพทย์ รพ.ธรรมศาสตร์ เตรียมยื่นมาตรการป้องกัน ครูทำร้าย-ลงโทษเด็กรุนแรง

 

ในส่วนของการที่เด็กได้ถูกลงโทษไปแล้ว แล้วจะเยียวยาจิตใจเด็ก ต้องแบบเป็นเด็กเล็กหรือเด็กอนุบาล ต้องให้เด็กกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเสมอที่ไม่เกิดขึ้นอีก ไม่นานเด็กจะสามารถปรับตัวได้ และจะสามารถลืมเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในที่สุด คุณพ่อคุณแม่รวมถึงผู้ปกครองต้องหนักแน่นเพื่อให้บรรยากาศที่สงบสุขกลับมาสู่เด็กให้เร็วที่สุด สำหรับเด็กโตจะมีวิธีการที่ซับซ้อนกว่าในการพูดคุย เนื่องจากเด็กแต่ละคนจะรับรู้ในการลงโทษด้วยการตำหนิตัวตนของตัวเอง ทำให้เด็กรู้สึกผิดไม่ใช้แค่ถูกลงโทษเพียงอย่างเดียว แต่ภายในจิตใจของเด็กเองก็จะสั่นคลอนไปด้วย จึงต้องเริ่มต้นในแต่ละรายว่าแต่ละคนรู้สึกกับตัวตนของตัวเองอย่างไร หากเขารู้สึกกับตัวตนของตัวเองเป็นลบเราก็ต้องมาแก้ไข ปรับสภาพแวดล้อมเพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกว่าด้อยกว่าคนอื่น

ฝากถึงทุกท่านที่เป็นผู้ปกครองและไม่ใช่ผู้ปกครองว่าไม่ควรมีเด็กคนไหนที่ควรจะถูกทำร้ายในโรงเรียน ขณะนี้หมอเองกำลังอยู่ระหว่างรวบรวมผู้ปกครองที่เห็นด้วยกับเรา เพื่อที่จะยื่นหนังสือที่กระทรวงศึกษาธิการ เรื่องทำอย่างไรให้โรงเรียนสามารถอบรมสั่งสอนโดยไม่ใช้วิธีการทำให้เด็กเจ็บกายหรือสะเทือนใจ ประกอบด้วย 1.ประกาศเป็นโรงเรียนไม่ทำร้ายเด็ก ด้วยกาย วาจา อารมณ์  2.แจ้งกับครูและเจ้าหน้าที่ทุกคนว่า เรื่องนี้ห้ามเกิดขึ้นในโรงเรียน โดยทุกคนที่เข้ามาทำงานต้องรับทราบเรื่องนี้ รวมทั้งให้เซ็นรับทราบเป็นลายลักษณ์อักษร 3.ถ้าพิสูจน์ว่ากระทำจริงจะไม่มีโอกาสได้ทำงานในโรงเรียนนี้อีก โดยจะไม่มีการใช้การขอโทษยอมรับผิด และให้ทำงานต่อ  4.เจ้าหน้าที่ที่เห็นเหตุการณ์ และไม่เข้าช่วยเหลือ รวมถึงไม่แจ้งเหตุแก่ผู้บริหารโรงเรียน จะถือเป็นความผิดแบบเดียวกัน 5.อบรมเด็กทุกคนให้เป็นผู้แจ้งเหตุโดยทันที รวมถึงแต่งตั้งนักเรียน อาจเป็นหัวหน้า รองหัวหน้าห้อง ให้ทำหน้าที่แจ้งเหตุ 6.เมื่อรับแจ้งเหตุแล้ว ต้องให้ครูหยุดปฏิบัติการในโรงเรียน หรือออกจากห้องเด็กที่ถูกทำร้ายไปก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ว่าไม่ได้ทำ เพื่อป้องกันไม่ให้เอาคืนกับเด็ก หรือเกลี้ยกล่อม หรือใช้อิทธิพลแบบอื่นกับเด็กที่ถูกทำร้าย และเด็กที่แจ้งเหตุ 7.ติดวงจรปิดตามที่ต่าง ๆ ที่นักเรียนอยู่ไม่ว่าจะเป็นในห้อง นอกห้อง มีผู้เฝ้าดูวงจรปิด และแจ้งเหตุทันทีที่เกิดขึ้น 8.ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่สามารถดูแลให้เป็นไปตามมาตรการดังกล่าว ถือว่าละเลยต่อหน้าที่ และนับเป็นความผิดทางวินัย และ 9. เพิ่มทักษะครูให้มีวิธีทางบวกในการดูแลสั่งสอนเด็ก (เฉพาะครูที่เชื่อว่าจำเป็นต้องลงโทษด้วยการตี หรือดุด่าเท่านั้นจึงจะได้ผล)

เพื่อให้เด็กทุกคนได้มีความเชื่อมั่นว่าเด็กทุกคนจะปลอดภัย รวมถึงผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งไม่ใช่เป็นผู้กระทำ จะสามารถรายงานได้ โดยหมอเข้าใจว่าผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และไม่ใช่ผู้กระทำอาจจะมีความรู้สึกอึดอัดใจ จึงไม่กล้ารายงาน ซึ่งมาตรการของเราจะทำให้ลักษณะของการรายงานทำได้ง่ายขึ้น รวมถึงทำให้นักเรียนเองมีความกลัวรายงานด้วย ที่ผ่านมาโรงเรียนที่ทำได้ดีอยู่แล้วนั้นมีอยู่เยอะมากและสามารถดูแลเรื่องเหล่านี้ได้ดี จะมีเพียงไม่กี่โรงเรียนเท่านั้นที่ยังทำไม่ได้ เนื่องจากความเชื่อที่มีกันอย่างยาวนานว่าต้องตีเท่านั้นถึงจะทำให้เด็กดีขึ้น ซึ่งเราจึงต้องเรียนรู้ทักษะอื่นช่วย หากบอกให้ครูไม่ให้ตี ครูบางท่านก็อาจจะไปไม่ถูก หรือต้องทำอย่างไร หมอเชื่อว่าครูที่ดีมีมากกว่าครูที่ไม่ดี ครูที่ไม่ทำร้ายเด็กมีมากว่าครูที่ทำร้ายเด็ก ซึ่งหมออยากให้ครูที่ทำร้ายเด็กมีพลังมากพอที่จะต่อรองและลุกขึ้นมาปกป้องเด็กกัน

แพทย์ รพ.ธรรมศาสตร์ เตรียมยื่นมาตรการป้องกัน ครูทำร้าย-ลงโทษเด็กรุนแรง

ภาพ/ข่าว : ประทีป ผ่องผุด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ปทุมธานี