
"ตู่"ห่วงเดือนตุลาไม่ปกติ ขออดทนรอก่อน ยังไม่ใช่เวลาออกรบ
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ห่วงเดือนตุลาเหตุการณ์ไม่ปกติ เผย การอดทนรอคอยเพื่อชัยชนะของประชาชนนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุด ยันยังไม่ใช่เวลาที่ต้องออกรบ
วันที่ 27 ก.ย. 2563 ที่สถานีโทรทัศน์พีซทีวีแห่งใหม่ ซอยนวลจันทร์ รามอินทรา 40 มีการจัดรายการลมหายใจ พีซทีวี เวทีทัศน์เต็มรูปแบบ มีการร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานในสไตล์ที่เป็นกันเอง นอกจากนี้ยังมีการสื่อสารของประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ไปยังพี่น้องมวลชนเป็นปกติทุกสัปดาห์
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวถึงสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อถัดจากนี้ไปในหัวข้อ ตุลา เดือนแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นสิ่งที่ตนพยายาม คือการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหลายคนอาจจะรู้สึกขัดใจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือสงครามคราวนี้ไม่เหมือนเดิม และตนต้องคิดให้มากกว่าคนอื่นเพราะมี องคาพยพพวกพ้องเป็นตัวประกันกันอยู่ในเรือนจำเป็นจำนวนมาก จึงต้องคิดให้มาก แต่นั่นสำคัญน้อยกว่าสถานกาณ์ที่เป็นจริงต่ไปนี้ จะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งหลายคนอาจจะมองแค่ปรากฏการณ์เดียวตามความรู้สึก ก็อยู่ท่ามกลางการถูกกดขี่และความเจ็บปวดมาเป็นระยะเวลายาวนาน
ทั้งนี้ตนอยากบอกกับพี่น้องว่า ตนมีโอกาสทำสงครามได้ครั้งเดียวเท่านั้นและนี่คือความแตกต่างไปจากคนอื่นที่สามารถสู้ได้หลายยก ดังนั้นเราผ่านเหตุการณ์ต่างๆกันมามากมาย รู้เเพ้รู้ชนะ และรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งโอกาสครั้งเดียวนั้นเราจะทำอะไรเวลาไหน และตนรู้ว่าระยะเวลาในการเดินทางนั้นตนมองในมุมบนมุมกว้าง เพราะรบมาตั้งแต่เด็กตั้งแต่ พฤษภาคม 2535 จนถึงปี 2553 และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันที่ตนพยายามอธิบาย แต่มีหลายคนพยายามยั่วยุให้ตนลงสนามเร็วยิ่งขึ้น ทั้งที่ตนลงสนามเร็ว แต่คนที่รับเคราะห์หนักที่สุดคือ นักศึกษา เพราะการรับมือจะหนักยิ่งขึ้น จะกวาดล้างอย่างรวดเร็วหนักหน่วง ดังนั้นการคัดท้ายการส่งสัญญาณแต่ละเรื่องราวนั้นก็มีทัวร์ลง แต่ตนไม่สนใจ
ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราจะใช้แค่ อารมณ์ความรู้สึกสะใจ รวมถึงการรบท่ามกลางความไม่พร้อม ทั้งที่มีโอกาสรบได้เพียงครั้งเดียวนั้นตนจึงยังไม่ขยับ ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่รบ หากจะออกไปก็จะใช้ครั้งเดียวของตนให้คุ้มค่ามากที่สุด และจริงๆแล้วเดือนกันยายนจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง ดังนั้นที่ตนแหย่ไปแหย่มานั้นเพราะตนรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในทางการข่าว วันนี้เราเดินในเส้นทางมาไกลมาก กว่า 10 ปีนี้ คนเสื้อแดงเป็นมนุษย์ที่เจ็บช้ำระกำใจมากที่สุดในโลก ไม่มีใครเจ็บเท่ากับคนเสื้อแดงอีกแล้ว ไม่ได้รับทั้งความยุติธรรมและตายมากที่สุด ซึ่งตนรู้และในฐานะที่ตนยืนเป็นหัวแถว ก็ต้องรู้สถานการณ์ที่เป็นจริง เพราะนี่ไม่ใช่การต่อสู้ครั้งแรก และมองเห็นทุกกระดานแล้ว
นายจตุพรกล่าวว่า ระยะเวลาร่วมกว่า 30 ปี บนถนนการต่อสู้นั้นตนอยู่บนถนนมากกว่าในสภา และวันนี้ก็อยู่บนถนน เพียงแต่เราต้องมีความ ยับยั้งชั่งใจว่า หากยังไม่ใช่ก็ต้องใจเย็นๆ การอดทนรอคอยเพื่อชัยชนะของประชาชนนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุด และตนยืนยันว่างานศพของตนนั้นต้องเป็นงานศพของนักสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่งานศพของคนขี้ขลาดตาขาวในสนามนี้ และตนไม่ขัดข้องแม้แต่น้อยหากพี่น้องคนเสื้อแดงจะออกไปต่อสู้เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่การที่ตนยังไม่ออกไปรวมถึงเห็นด้วยเฉพาะกับ 3 ข้อเรียกร้องของเยาวชนปลดแอกทำให้ถูก วิจารณ์สาดเสียเทเสีย ยกตัวอย่างเช่น บก.ฟ้าเดียวกัน ซึ่งเป็นมืองานของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวใส่ร้ายตนว่าเพราะเห็นด้วยกับ 3 ข้อเสนอเท่านั้นจึงไม่ติดคุกในคดี ชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ดังนั้นตนให้เวลาภายในสิ้นเดือนนี้แก้ไขตัวเอง หากยังเพิกเฉยตนก็จะดำเนินคดีให้เป็นเยี่ยงอย่าง
นายจตุพร กล่าวอีกว่า สถานการณ์ในเดือนตุลาตมนี้ต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่าเป็นสถานการณ์แห่งความผิดปกติ ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ฉบับนั้น เป็นของพรรคฝ่ายค้าน 5 ฉบับแรกของรัฐบาล 1 ฉบับ ซึ่งก่อนหน้านี้วิปทั้งสองฝ่าย ตกลงกันว่าจะให้ผ่านร่างเดียวคือร่างของรัฐบาล แก้ไขมาตรา 256 ซึ่งมีความแตกต่างกันในเรื่องที่มาของส.ส.ร. ดังนั้นสิ่งที่ต้องคิดวันนี้ การไปหาทางออกโดยการตั้งกรรมาธิการหลังจากการอภิปรายเสร็จสิ้นนั้นเป็นปรากฎการณ์แรกของประเทศไทย และสถานการณ์ในวันนี้ตนมองว่าคนมองเลยสภาไปแล้วว่า สภาเป็นที่พึ่งที่หวังอะไรกันไม่ได้ เพียงแต่ว่ากระดานต่อไปจะเป็นอย่างไร ตนจึงพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน



