ข่าว

ถูกธนาคารอายัติเงิน

ถูกธนาคารอายัติเงิน

10 มี.ค. 2552

ดิฉันประกอบกิจการบริษัททัวร์มาเกือบ 10 ปี ให้บริการขายตั๋วเครื่องบิน ทัวร์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2551 ทางบริษัทเปิดใช้บริการ E-Payment ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยเสียค่าใช้จ่ายในการวางเงินประกันเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2552 เมื่อทางบริษัทได้รับการจองตั๋วออนไลน์จากผู้ซื้อที่อยู่ต่างประเทศ ผ่านระบบการจองตั๋วอัตโนมัติ และผู้ซื้อได้ตกลงซื้อสินค้าแล้ว โดยใช้วิธีตัดบัตรเครดิต (KRUNGSRI e-Payment) และเมื่อมีการตัดบัตรเครดิตผ่านธนาคารกรุงศรีอยุธยาแล้ว (เงินเข้ามาอยู่ในบัญชีบริษัทที่เปิดกับธนาคารกรุงศรีฯ) ธนาคารแจ้งมายังบริษัทว่า อนุมัติรายการ ทางบริษัทจึงออกตั๋วออนไลน์หแบบ E-ticket ส่งไปยังอีเมลของผู้ซื้อ
 ปรากฏว่า เมื่อถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2552 เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงศรีฯ 2 ท่าน เข้ามาพบ และแจ้งว่ารายการทั้งหมดเจ้าของบัตรเครดิตที่อยู่ต่างประเทศปฏิเสธการชำระเงิน ทางธนาคารกรุงศรีฯ จึงได้อายัติเงินของบริษัทดิฉัน โดยรวมเงินฝากที่บริษัทมีมาก่อนที่รายการจะเกิดขึ้น และได้อายัติบัญชีออมทรัพย์ของบริษัททั้งหมด
 ปัจจุบันนี้ ธนาคารยังคงอายัติเงินอยู่ ทั้งเงินที่มีอยู่เดิม และรายการเดือนมกราคมทั้งหมด ดิฉันอยากขอความเป็นธรรมด้วยคะ เพราะดิฉันเป็นเพียงร้านค้า ไม่มีความรู้ที่จะดูได้ว่า บัตรเครดิตที่ผู้ซื้อต่างประเทศใช้จ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์นั้น บัตรใดถูกกฎหมายหรือไม่ แต่เมื่อมีเรื่องปรากฏ ธนาคารทำเป็นไม่รู้เรื่อง และโทษว่าดิฉันไม่ดู (จะดูได้อย่างไร)
ยุวศรี 
ตอบ
 ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ ชี้แจงว่า ธนาคารได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการ e-Payment กับบริษัทนี้ในการรับชำระเงินค่าซื้อสินค้าและ/หรือบริการจากผู้ถือบัตรเครดิตผ่านเว็บไซต์ของบริษัท และเริ่มทำธุรกรรมกับธนาคารตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 โดยบริษัทได้เลือกใช้บริการรับชำระเงินค่าซื้อสินค้าและ/หรือบริการจากผู้ถือบัตรเครดิตทุกราย รวมถึงบัตรที่ผู้ถือบัตรเครดิตที่ไม่ได้ลงทะเบียนด้วยระบบรักษาความปลอดภัย (Non 3-D Secure)  
 กรณีที่มีการสั่งซื้อสินค้าและ/หรือบริการจากผู้ถือบัตรที่ไม่ได้ลงทะเบียนด้วยระบบรักษาความปลอดภัยนี้ ธนาคารจะมีการแจ้งเตือนรายการที่ต้องสงสัยไปยังบริษัทภายในระยะเวลา 30 วินาที หลังจากมีการทำรายการ เพื่อให้บริษัททำการตรวจสอบข้อมูลผู้ถือบัตรเครดิตก่อน เพื่อให้บริษัทสามารถยกเลิกการทำรายการได้ และบริษัทก็ได้รับทราบเงื่อนไขในการให้บริการของธนาคาร รวมทั้งตกลงเป็นผู้รับผิดชอบกรณีที่ธนาคารไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากผู้ถือบัตรได้
 ในการสั่งซื้อสินค้าและ/หรือบริการผ่านเว็บไซต์ของบริษัท และธนาคารได้รับแจ้งจากธนาคารผู้ออกบัตร (Issuing Bank) ถึงการอนุมัติการสั่งซื้อสินค้าและ/หรือบริการจากผู้ถือบัตรเครดิตที่ทำผ่านเว็บไซต์ของบริษัท ธนาคารจะทำการโอนเงินให้แก่บริษัทก่อน จากนั้นธนาคารจะไปเรียกเก็บจากธนาคารผู้ออกบัตรต่อไป
 แต่ปรากฏว่า ในระหว่างวันที่ 8-28 มกราคม 2552 มีรายการของบริษัทจำนวน 19 รายการ ที่บริษัทได้อนุมัติให้มีการทำรายการ ถูกธนาคารผู้ออกบัตรปฏิเสธการชำระเงินให้แก่ธนาคาร เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 497,268.90 บาท โดยธนาคารผู้ออกบัตรได้แจ้งว่า รายการในช่วงเวลาดังกล่าวผู้ถือบัตรไม่ได้เป็นผู้ทำรายการ ธนาคารจึงได้สั่งระงับการเบิกจ่ายเงินเท่ากับจำนวนที่ธนาคารได้โอนให้แก่บริษัทไปแล้ว ตามเงื่อนไขที่บริษัทได้ตกลงให้ธนาคารสามารถหักเงินจากบัญชีของบริษัทได้
 ธนาคารเพียงแต่ระงับการเบิกจ่ายเงินจำนวนนี้เท่านั้น โดยมิได้หักเงินของบริษัท หรืออายัดบัญชีหรือวงเงินอื่นๆ บริษัทยังคงสามารถใช้บัญชีได้ตามปกติ
 ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บอกว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบ e-Payment ของธนาคาร และเพื่อให้ลูกค้าได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากผู้กระทำทุจริต ธนาคารจะให้ความร่วมมือในการติดตามโดยจะประสานงานกับธนาคารผู้ออกบัตรและเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำทุจริตต่อไป
ลุงแจ่ม