
อาฟตา...ฆ่าใคร
นับตั้งแต่วันที่เปิดการบังคับใช้ข้อตกลงว่าด้วยพิกัดอัตราภาษี สำหรับประเทศในภาคีอาเซียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นเกือบทั้งหมดล้วนแต่พุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยเป็นหลัก ประเด็นคำถามและปัญหาคาใจส่วนใหญ่ ก็วนเวียนแต่ว
ซึ่งแม้ว่าประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งเป้าไปนั้นจะไม่ใช่ประเด็นที่เสียเปล่า แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นประเด็นที่ตรงเป้าเสียทีเดียวนัก เพราะถึงอย่างไรผู้ผลิตรถยนต์ที่มีฐานอยู่ในประเทศไทย หากจะมีข้อเสียเปรียบที่ต้องต่อสู้กับรถยนต์จากประเทศในย่านอาเซียนที่เข้ามาเป็นคู่ต่อสู้มากขึ้น แต่ก็มีผลลัพธ์เป็นบวกในแง่ที่สามารถออกไปแข่งขันในประเทศอื่นได้ด้วยกฎข้อบังคับเดียวกัน
ที่สำคัญบางรายยังมีฐานการผลิตกระจายอยู่ในประเทศไทยและประเทศอื่นในเวลาเดียวกัน ทำให้สามารถบริหารจัดการกระบวนการผลิตได้คล่องตัวมากขึ้น และยังมีต้นทุนการผลิตต่ำลงอีกด้วย
ในขณะที่อุตสาหกรรมซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด และส่วนใหญ่เป็นผลกระทบในมุมที่เป็นลบ แต่มีผู้คนในสังคมให้ความสนใจน้อยที่สุด คืออุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ป้อนให้แก่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนเข้าสู่ตลาดซ่อมบำรุงหรือตลาดทดแทน ที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนให้โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวพันทางการถือครองหุ้นกับผู้ผลิตรถยนต์ แต่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนที่คุ้นชินกับการผลิตตามคำสั่ง และตามแบบที่ผู้ลิตรถยนต์กำหนดให้
ผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าวมีขีดความสามารถจำกัดเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ทันสมัยเพียงพอที่จะตามโลกอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ทันขีดความสามารถในการลงทุนเพื่อพัฒนาผลผลิต ขีดความสามารถในการหาแหล่งกระจายสินค้า ฯลฯ ล้วนแต่เป็นกระบวนการที่ฉุดรั้งผู้ประกอบการกลุ่มนี้ให้แข่งขันกับตลาดที่เปิดกว้างได้ยากเย็นมากขึ้น
จากการเป็นกลุ่มธุรกิจที่ถูกประคับประคองอุ้มชูมาโดยตลอด ทั้งจากคู่ค้าทางธุรกิจที่เป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของต่างชาติ และจากการให้ความคุ้มครองตามกฎหมายโดยหน่วยงานของรัฐ ทำให้กลุ่มธุรกิจกลุ่มนี้เคยชินกับการประกอบธุรกิจแบบสบายๆ โดยมีพี่เลี้ยง
ส่งผลให้เมื่อมีการเปิดตลาดกว้างมากขึ้น จึงเพิ่งได้ยินเสียงเพรียกจากกลุ่มผู้ประกอบการว่า มีข้อมูลน้อยเกินไปที่จะต่อสู้กับสถานการณ์การเปิดตลาดครั้งนี้ ทั้งที่รู้ล่วงหน้ากันมานานกว่าสิบปี ซึ่งควรจะเพียงพอต่อการหาข้อมูล และเรียนรู้การที่จะก้าวออกไปต่อสู้กับคู่แข่งนอกประเทศได้
ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กในช่วงนี้จึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถรักษาตัวเองให้อยู่รอดในภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นได้อย่างไร และคงจะยากที่จะมีใครยื่นมือเข้ามาช่วยได้เต็มที่เช่นครั้งเก่าก่อน เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นสถาบันยานยนต์ ก็คงจะทำได้เพียงแค่รักษาตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัยเช่นกัน
ส่วนทางด้านหัวเรือใหญ่อย่างกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น คงไม่ต้องพูดถึง หากรัฐมนตรีว่าการประจำกระทรวง ยังสนุกสนานกับการเป็นประธานเปิดแพรคลุมป้าย มากกว่าที่จะหาความรู้เรื่องอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง ขืนให้ท่านยื่นมือเข้ามาช่วยจะกลายเป็น “ยิ่งช่วย ยิ่งช้ำ” ไปเสียเปล่าๆ ครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



